น้องเราถูกด่าทอและกักขังในงานอบรมแห่งหนึ่งเพื่อแค่กระตุ้นให้รู้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าจริงไหม? (กระทู้ต้นทางถูกลบไปแล้ว)

ที่มา https://pantip.com/topic/36675122 (กระทู้ต้นทางถูกลบไปแล้ว) โดยคุณ สมาชิกหมายเลข 3991177

สวัสดีค่ะ วันนี้มาขอเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องเรา

น้องคนนี้เป็นน้องที่รู้จักกันในวงการค่ะ ไม่ใช่น้องสาวแท้ๆของเรา น้องอายุน้อยกว่าเราราวๆ3ปี และตอนนี้น้องเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาราวๆ1ปีแล้ว เราจะเป็นคนคอยปลอบน้อง คุยกับน้องมาตลอด

อันนี้เราจะเล่าในมุมมองของเราจากที่น้องเราเล่ามาให้ฟังนะคะ

เรื่องมันมีอยู่ว่า

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา น้องเราได้ไปงานอบรมของนักพูดคนนึงพร้อมกับแม่ของน้อง

งานที่ว่ามีสองวัน จัดในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมานี้
สถานที่หอศิลปะวัฒนธรรม โดยนักพูด(+นักเขียน) ชื่อดังคนหนึ่ง

น้องเราก็ไปทั้งสองวันเลย เพราะที่บ้านชอบนักพูดคนนี้

ในวันแรก น้องของเราเขาขอออกมาจากห้องอบรมก่อนเวลาเพราะน้องเราอึดอัดกับบางคำพูดของนักพูด โดยมีการไล่ให้ไปตายกันเกิดขึ้น น้องเราตกใจมาก
ยกตัวอย่างตอนนั้นคือ
มันเหมือนเป็นกับการหาสาเหตุให้คน ๆ นึงอยู่ แล้วคนนึงเขาอ้างว่าเป็นโรคซึมเศร้า แล้วเขาตอบคำถามว่าทำไม่ได้ นักพูดเลยบอกว่าถ้าทำไม่ได้ก็ไปตายซะ ที่คุณทำอยู่มันไร้สาระ

ตอนนั้นน้องเราขอออก แต่เขาไม่ให้ออก อันนี้เราเข้าใจว่าเป็นกติกาของการอบรมอยู่แล้วว่าออกระหว่างอบรมไม่ได้แต่ตอนนั้นน้องเราไม่ไหวแล้วจริง ๆ รู้สึกคลื่นไส้ หายใจไม่ทัน รู้สึกแย่และแพนิค
พอเห็นแบบนั้น ทางสต๊าฟก็ให้น้องเราออกมาจากห้องอบรมพร้อมถามถึงเหตุผล ซึ่งน้องเราก็บอกไปตามตรงว่าเป็นผู้ป่วย แล้วช็อคกับคำพูดของนักพูด

สต๊าฟก็ขอนำเอาเรื่องของน้องเราไปพูดกับนักพูดดู น้องเราก็อนุญาตเพราะหวังว่าจะช่วยบ้าง

วันต่อมา
นักพูดเรียกน้องกับคุณแม่ของน้องให้ไปคุยด้วย เขาเรียกให้ไปคุยด้านนอกฮอลล์
แล้วเขาก็ยิงคำถามมาว่าน้องเราเป็นอะไร น้องเราก็ไม่ตอบ ยืนมองหน้านักพูดเงียบๆ รู้สึกไม่ดีเพราะเขาเคยพูดไม่ดีไว้ ซึ่งมันค่อนข้างทำให้น้องรู้สึกแย่

เมื่อน้องไม่ตอบแล้วเขาก็บอกว่า สิ่งที่น้องเราทำอยู่เป็นการแสดงล้วนๆ‪ ‬

‪ตอนนั้นน้องเราก็งง .. คือยืนเหวอ‬

‪เขาพูดแบบ จริงๆแล้วน้องไม่ได้เป็นอะไรเลย แต่กำลังเสแสร้งว่าเป็นโรคซึมเศร้า‬
‪ด้วยความโกรธและไม่พอใจน้องเราก็ขึ้นเสียงตอบเขาไปว่า ‬

‪มีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้คะ ‬

‪เขาก็ชี้ไปทางแม่ของน้องและบอกว่าเขากำลังช่วยผู้หญิงคนนั้น(แม่น้อง)อยู่ ช่วยจากคุณ‬

‪ใจความก็คือเขากำลังจะบอกว่าน้องเสแสร้งที่เป็นโรคซึมเศร้าและทำให้แม่เสียใจ‬ บอกว่าแม่เราเลี้ยงลูกไม่ดีทำให้น้องเราเป็นแบบนี้
ตอนนั้นน้องเราเล่าว่าทั้งช็อค ทั้งโกรธ ไม่เข้าใจ เสียใจ และตวาดทั้งๆที่ร้องไห้ไปเลยว่า
คุณรู้ดีอะไรถึงมาพูดแบบนี้ คุณรู้เหรอว่าเราทุกข์ใจเรื่องอะไร เราพอแล้ว เราจะกลับบ้าน เราเกลียดคุณ

เขาก็บอกว่า ได้ งั้นกลับบ้านไปเลย ด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
(เขาว่าแทบทุกอย่างต่อหน้าแม่น้อง)

แล้วจึงบอกน้องว่า ให้ออกอีกทางซึ่งไม่ใช่ทางที่น้องออกปกติ(อันนี้ไม่ทราบค่ะ เพราะไม่ทราบว่าตรงที่ว่าคือยังไง) แต่น้องเราตัดสินใจไปอีกทาง ก็คือทางออกที่น้องรู้เพราะไม่ไว้ใจและอื่นๆ ขณะที่น้องเรากำลังจะเดินออกประตู แม่ของน้องก็รั้งไว้ เเม่ของน้องมาพร้อมกับแม่ของนักพูด

ใช่ แม่ของนักพูด

แม่ของนักพูดเดินเข้ามา แล้วตะคอกใส่หน้าน้องเราว่า มันจะมากไปแล้วนะ กล้าดียังไงมาว่าลูกเขา แล้วตรงมาจับไหล่ ถลนตาใส่ด้วยความโกรธ เเม่ของนักพูดง้างมือ ทำท่าเหมือนจะตบน้องเรา

ตอนนั้นน้องก็บอกไปว่า อยากตบก็เชิญเลยค่ะ คือน้องเราไม่ได้กลัวอะไรแล้ว รู้สึกแย่ โกรธ เสียใจ เสียความรู้สึก

นักพูดกับแม่ก็ตรงมาห้ามน้องเรากับแม่ของนักพูด
สุดท้ายเขาเลยลากน้องเราพาไปขังเอาไว้ในห้องหนึ่ง เป็นห้องเหมือนห้องเก็บของ เล็กๆโล่งๆมีแต่เก้าอี้พร้อมกับเรียกสต๊าฟอีกคนมาเฝ้าไม่ให้น้องเราออก แม่ของนักพูดชี้หน้าด่าน้อง ขึ้นหยาบขั้น กุ มุง

แล้วบอกว่าถ้าอยากตายนัก ก็ตายตรงนี้เลย

พอน้องเราบอกไปว่า

ก็อยากตายมานานแล้ว ถ้าตายตรงนี้ได้ก็ทำ
(น้องเราเคยมีประวัติพยายามฆ่าตัวตายค่ะ)

เขาก็ด่าน้องเราว่ามมันอีบ้า เสแสร้ง พยายามเบี่ยงประเด็นอย่างนู้นอย่างนี้ ด่าว่าน้องแสร้งว่ารักแม่ ขนาดแม่ห้ามก็ไม่ยอมฟัง น้องเราไม่รักแม่

คือน้องเราตอนนั้นโกรธ.. เสียใจ น้องโกรธคุณแม่ว่าพามาคุยกับนักพูดทำไม ทำไมลูกโดนด่ากลับไม่อะไร ทำไมอีกหลายอย่าง

แล้วเขาก็ขังน้องเราไว้ให้คุยกับสต๊าฟ จนกว่าพ่อน้องเราจะมารับ ก่อนออกไปคุณแม่ของนักพูดก็บอกว่าเชิญทำตัวบ้า ๆ ของมุงไปเลย แล้วก็ขังน้องเราไว้ทิ้งกับสต๊าฟ
ไม่พอสต๊าฟก็พยายามจะมาโค้ชน้องเราต่อในห้องนั้น น้องมองหน้าสต๊าฟ..ถามว่าทำไมทำแบบนี้ เพราะวันแรกน้องเราเขาสอนสต๊าฟคนนี้วาดรูป เขาก็บอก อยากช่วยน้อง (ช่วยอะไร..)

โค้ชที่ว่าคือมาพูดแบบว่าพี่ก็เคยคิดฆ่าตัวตายนะ แล้วเล่าประสบการณ์ด้วยสำนวนคล้ายของนักพูดแต่ไม่มีการด่าทอ น้องก็เออออไปด้วย(ทั้งๆที่ไม่อยากฟัง)เพราะอยากกลับบ้านแล้ว

เรื่องจบก็คือน้องเรากลับบ้านกับคุณพ่อมาทั้งสุขภาพจิตเสียมาก รู้สึกแย่ โดนด่าว่าเป็นภาระ ทำให้แม่ผิดหวัง เสแสร้ง จากคนแปลกหน้าที่ไม่เคยคุยกัน เสียเงินตั้งมาก(5000)เพื่อให้คนมาชี้หน้าด่า กักตัวเอาไว้

ล่าสุดน้องก็ได้คำขอโทษจากนักพูดผ่านโทรศัพท์ เขาบอก “เขาแค่กระตุ้นเพื่อดูว่าน้องเราเป็นจริงไหม สรุปก็คือเป็นโรคจริงๆ แล้วก็ขอโทษ”
(เนื้อหาขอโทษ น้องเราบอกว่า คุณแม่โทรมาบอกน้องว่า นักพูดขอโทษ)

เมื่อถึงบ้านที่บ้านก็นิ่งเฉย ส่วนคุณแม่หลังจากน้องกลับบ้านก็เข้าอบรมต่อ เมื่อกลับบ้านก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก

—-

เราได้รับฟังมาก็รู้สึกตกใจ.. ฟังครั้งแรกบอกเลยว่าโกรธมาก เราเองก็เข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยเพราะก็มีอาการแต่เล็กน้อย(ส่วนนี้ยังไงอธิบายเเล้วกันค่ะ เพราะยังไม่ได้หาหมอและยืนยัน) พอฟังแบบนี้ และรู้ว่านักพูดคนนั้นคือใครก็เสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก

เรารู้สึกเสียดายและเสียใจที่เราเคยชอบนักพูดคนนี้ มารู้วันนี้(แม้จะได้รู้มาก่อนหน้านี้เเล้วบางเรื่อง)ว่าคุณไร้จรรยาบรรณในการเป็นนักพูดมากค่ะ

คุณเห็นแก่ตัวมาก.. และไม่เข้าใจคนป่วยโรคนี้เลย

หากคุณยังอยู่ในวงการนี้ก็อยากให้คุณเข้าใจผู้ป่วยโรคนี้มากกว่านี้ เรื่องของโรคมันไม่ใช่เรื่องตลกรึสิ่งที่คุณยกมาเพื่อขยี้ให้เป็นกำลังใจคนอื่น

มันไม่ใช่เรื่องตลกและไม่เคยตลก

และวันนี้เราเข้าใจแล้วว่าสังคมไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจผู้ป่วยโรคนี้ กระทั่งนักพูด.. กลับเห็นว่ามันเป็นการเสแสร้งแกล้งทำ

สำหรับการเล่าประสบการณ์ก็จบลงเท่านี้ หากมีคำถามอะไรจะตอบให้ครบทุกคอมเม้นต์

และเรายืนยันว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับน้องเรา

หากท่านผู้อ่านต้องการรายละเอียดที่ชัดเจนกว่านี้ เราจะมาลงรายละเอียดที่ละเอียดมากกว่านี้อีกครั้งในคอมเม้นต์ค่ะ
ขอบคุณสำหรับพื้นที่และทุกความเห็น
สวัสดีค่ะ

หากแท็กผิด ขออภัยนะคะ

*Edit เพิ่มรายละเอียดเวลาสถานที่ และแจ้งความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นความจริง

Be the first to comment

Leave a comment

Your email address will not be published.


*