อย่าทำงานหนัก! เรื่องเล่าจากคน(เคย)เป็นโรค”เส้นประสาทหลายเส้นอักเสบเฉียบพลัน” (เรื่องเล่าจากพันทิป)

วันนี้ Zcooby มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจจากผู้ใช้งานเว็บไซต์พันทิปดอทคอมท่านหนึ่ง ที่เกิดอาการป่วยชนิดหนึ่ง ซึ่งตอนแรกไม่มีใครรู้ว่าเป็นโรคอะไร เกิดจากอะไร วันนี้เราเลยอยากจะขอนำมาแบ่งปันเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนที่ทำงานหนักอย่างมากเกินกำลังครับ

20120804-145351

เรื่อง ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากโรคร้ายที่ไม่มีใครรู้จัก (โดยคุณ ssiras)

ที่มา http://pantip.com/topic/34806096

วันนี้ผมมีเรื่องจะมาเล่าให้ฟังครับ ไม่ใช่เรื่องของใครที่ไหนแต่เป็นเรื่องของผมเอง
เรื่องนี้เกิดขึ้นมาแล้วปีกว่าๆ แต่ว่าผลของมันยังคงอยู่กับผม ประกอบกับช่วงนี้ผมพักการทำงาน
ก็เลยพอมีเวลาว่างที่จะมาเล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนได้ฟังเป็นประสบการณ์ครับ

เราเคยถามตัวเองกันไหมครับว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเรานี่ ถ้าวันหนึ่งเกิดเดินไม่ได้ เกิดหายใจไม่ออก
หรือหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมา คนใกล้ตัวหรือครอบครัวเราจะคิดและใช้ชีวิตกันอย่างไร
เพราะทุกวันที่ผ่านไป เรามัวแต่ทุ่มเทให้กับงาน ล้างผลาญเวลาของชีวิตด้วยความคิดที่ว่าเรายังแข็งแรง
เรายังทำงานได้ และเรายังมีพรุ่งนี้ให้ตื่นมาลุยต่อ
ซึ่งผมก็คิดเช่นนั้นจึงทำให้ผมที่ทำงานอยู่ในสายงานโฆษณาเต็มที่กับงานอยู่เสมอ
ซึ่งการทำงานหนักต่อเนื่องไม่หลับไม่นอน เป็นเรื่องปกติของสายงานนี้อยู่แล้ว

ที่จุดเริ่มต้น

เข้าเรื่องเลยละกันครับ ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนในสายงานโฆษณาครับ ซึ่งมีอยู่งานหนึ่งซึ่งเป็นงานที่เรียกได้ว่ามหากาพย์ในทุกรายละเอียด
ไม่ว่าจะเป็นหนังโฆษณา VDO  สื่อสิ่งพิมพ์ แคตตาล็อก ฯลฯ เรียกได้ว่ามากมาย ด้วยงบประมาณที่มีมากพอสมควร
สวนทางกับเวลาที่มีให้เพียง 4 อาทิตย์ ตั้งแต่ขายไอเดียจนกระทั่งสำเร็จออกมาเป็นชิ้นงานทั้งหมด ซึ่งยอมรับได้ว่าสาหัส
ถ่ายหนังกันจนถึงทุกขั้นตอนที่จบมาออนแอร์เรียกได้ว่าจบเกินตี 3 ทุกวัน แถมวันต่อไปยังต้องเจอกันตอนเช้า
เพราะเดี๋ยวจะทำงานไม่ทันเพราะลูกค้าเซ็ทวันเปิดตัวไว้รอแล้ว ซึ่งทุกอย่างก็ผ่านไปได้ดีพอสมควร
แต่ปริมาณงานที่รอต่อเป็นระลอก 2 ยังไม่จบ เรียกได้ว่าทุกวัน ผมได้และเพื่อนที่ทำคู่กันได้กลับเป็นคนสุดท้ายของออฟฟิศ

จนกระทั่งคืนวันศุกร์ เวลาประมาณ 2 ทุ่มผมนั่งทำสคริปต์งานจนจบและเตรียมไว้เผื่อตรวจเช็คในวันจันทร์เช้า
ความรู้สึกประหลาดกับผมเกิดขึ้นเมื่อลุกขึ้นมา ผมรู้สึกว่าทำไมเท้าเราชาทั้ง 2 ข้าง แถมมือทั้ง 2 ข้างก็ชาอีก
ไม่เป็นไรเก็บความชาไว้ เพราะตอนนี้อยากกลับบ้านแล้ว

ซึ่งคืนนั้นเมื่อกลับบ้านไป ความรู้สึกชาก็ยังคงอยู่แถมเริ่มหายใจไม่ค่อยสะดวก ปวดหลัง ปวดคอ เลยได้แต่คิดว่าคงไม่สบายธรรมดามั้ง
พรุ่งนี้เช้าค่อยไปหาหมอละกัน แต่สรุปว่านอนหลับๆ ตื่นๆ ด้วยอาการปวด แต่ก็ทนจนถึงเช้าและไปหาหมอโรคระบบประสาท
ซึ่งโดยมากคนไข้ของแกเป็นคนแก่  ซึ่งก็ตรวจแล้วก็ไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นอะไรมาก เอายาบำรุงไปกิน พักผ่อนน่าจะดีขึ้น
ซึ่งผ่านจนวันอาทิตย์ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม อาการชาเริ่มมากขึ้นคล้ายกับว่าเราใส่ถุงเท้าที่เป็นเหน็บชาจากเท้าขึ้นมาจนเลยหัวเข่า
แถมมือก็ชามาจนถึงข้อศอก แต่ก็คิดว่าลองกินยาให้หมดก่อนละกัน

จากบ้านขับรถกลับมาคอนโดก็ดูไม่มีอะไรน่าห่วง (เพราะชาเท่าเดิม)  จนเช้าวันจันทร์ที่เริ่มไปทำงานที่ห้องตัดต่อ
ผมเริ่มค้นพบความจริงที่ว่าผมไม่สามารถขึ้นบันไดได้ เพราะเอ็นที่ขางอไม่ค่อยได้ คล้ายกับว่ามันยืดจนสุดและไม่เหลือที่ไว้เหยียดอีกแล้ว
หนำซ้ำเมื่อเดินขึ้นด้วยด้านข้างกลับปรากฏว่าขาเป็นตะคริวล็อกขึ้นมาง่ายมาก ไม่ว่าจะน่อง ฝ่าเท้า นิ้วเท้า หรือกล้ามเนื้อเข่าด้านบน
ทั้งๆ ที่ผมปั่นจักรยานทางไกลเป็นการออกกำลังอยู่ทุกอาทิตย์แต่ไม่เคยเป็นตะคริวแบบนี้มาก่อน  หลังจากดูงานอยู่ได้ไม่นานเพื่อนๆ
เริ่มให้ความเห็นว่าควรไปหาหมออีกดีกว่า  ผมก็เลยไปที่ศูนย์แพทย์แห่งหนึ่ง

หมอที่สอง
หลังจากทำระเบียนเวชเสร็จแล้วผมก็ขึ้นไปรอหมออยู่ที่หน้าห้องตรวจ เมื่อตอนที่ตรวจหมอก็วินิจฉัยว่าน่าจะเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกสันหลัง
แต่จับดัดทุกท่าผมไม่มีอาการเจ็บใดๆ หมอเลยให้ความเห็นว่าควรจะไปช็อตไฟเพื่อเช็คระบบประสาทที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
และคิวทีไม่ต้องนัดนาน ผมก็เลยต้องเดินทางไปที่ห้องตรวจ เครื่องมือหน้าตาประหลาดมีสายระโยงระยางคล้ายเครื่องช็อตไฟเวลาฝังเข็ม
แต่อันนี้มีจอเขียวคล้ายระบบdos ประมาณอายุว่าน่าจะอยู่มาราว 20 ปีได้  ผมถูกจับให้นอนบนเตียงและเริ่มทำการช็อตไฟฟ้าเพื่อเช็คความว่าระบบประสาทว่ายังทำงานปกติอยู่ไหม  จากหน้าอกถึงปลายเท้า จากต้นขาถึงปลายเท้า จากข้อมือถึงไหล่ จากข้อศอกถึงไหล่วัดกันละเอียดยิบ
ซึ่งก็ตรวจจนจบและรอวันกลับไปพบหมอเพื่ออ่านค่านี้

จากวันที่ศุกร์ที่เริ่มป่วย ผมไม่ได้บอกแฟนเพราะคิดว่าเราไม่เป็นอะไรมาก เพราะหวัดยังไม่ค่อยจะเป็น จนกระทั่งเมื่อต้องช็อตไฟ
ผมจึงได้บอกแฟนและเธอก็มารออยู่หน้าห้องตรวจเป็นเพื่อน และตอนนี้ผมเริ่มมีอาการใหม่มาเพิ่มขึ้น คือนอกจากชามือและเท้า
ตะคริวขึ้นง่าย เอ็นยืดไม่ได้แล้วกล้ามเนื้อขาผมยังไม่มีแรง เรียกได้ว่าต้องเดินลากเท้าตลอดเวลา ผ่านไป 3 วันก็ถึงวันนัดหมอผมก็ไปตามนัด
เมื่อหมออ่านค่าก็พบว่าทุกอย่างปกติและเสนอว่าต้อง MRI หลัง เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าเป็นอะไร คือหมอยังเชื่อว่าเป็นโรคเกี่ยวกับหลังอยู่
ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับหมอเพราะผมอยากจะกำจัดอาการเจ็บเหล่านี้ให้หมดไปเสียทีและลำพังยาแก้ปวดที่หมอให้มานั้นไม่ค่อยได้ผลเท่าไร

หมอที่สาม
เมื่อกลับมาบ้านปรึกษากับแฟน แฟนกลับไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะ MRI เพราะเธอดูว่าหมอวินิจฉัยไปเรื่อย เธอจึงอีเมล์ไปถามเพื่อนพ่อ
ที่เป็นหมอฝรั่งที่เป็นเอเยนต์ประกันสุขภาพให้กับฝรั่ง Expat ในเมืองไทย โดยเธอเล่าอาการให้ฟังอย่างละเอียด และเพื่อนพ่อคนนั้น
ก็ได้ให้ชื่อหมอมาคนหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์หมอที่เกษียณแล้วแต่ยังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนแถวฝั่งธน
ผมก็เลยรีบโทรไปนัดและไปพบคุณหมอทันที

เมื่อพบคุณหมอผมก็ต้องแปลกใจเพราะเมื่อเล่าอาการให้ฟัง แกกลับไม่ได้จับผมนอนยกขาเผื่อเช็คหลังหรืออะไรพวกนั้นเลย
แต่แกกลับตรวจง่ายมาก เริ่มตั้งแต่ให้เดิน เขย่ง เดินด้วยส้นเท้า ยืนขาเดียวดูการทรงตัว ถอยหลัง  นั่งยกขา
และใช้เครื่องมือง่ายๆ อย่างพู่กันที่ลากไล่ตามขาว่าบริเวณไหนที่เรารู้สึกหรือไม่รู้สึก ค้อนเหล็กเคาะเพื่อทดลองความสั่น
หรือแม้แต่เฟืองแหลมๆ ที่กลิ้งบนขาเพื่อทดลองบอกถึงความเจ็บ  จากนั้นคุณหมอก็วินิจฉัยว่าผมน่าจะเป็น
โรคกิลแลง-บาร์เร ซินโดรม (GBS หรือ Guillain-Barre syndrome) หรือเรียกง่ายๆ คือเส้นประสาทหลายเส้นอักเสบเฉียบพลัน 
โดยโรคนี้มีอัตราการป่วยอยู่ประมาณ 2 ใน 100,000 คน  และ 5% ของคนที่เป็นมีโอกาสตายได้  ทำให้ไม่ค่อยมีใครรู้จักโรคนี้มากนัก
อาการอาจจะคล้ายโรค ALS แต่ที่ต่างคือ โรคนี้จะโจมตีระบบหายใจและระบบกล้ามเนื้อ เรียกได้ว่าถ้าคนที่เป็นเยอะคือระบบหายใจจะฝ่อ
ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนระบบกล้ามเนื้อก็จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเดินไม่ได้

ส่วนข้อดีคือโรคนี้สามารถหายได้แต่บอกไม่ได้ว่าเมื่อไร บางคนนอนอยู่เป็นปี ก็ลุกขึ้นมาเดินได้ บางคนใส่ออกซิเจนนอนมาสองปีแล้ว
ส่วนข่าวร้ายคือเป็นโรคนี้ถึงจะหายก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำแต่ความโชคดีของผมคือผ่านช่วงที่พีคสุดของโรคไปแล้วโดยผมจะไม่มีอาการแย่ไปกว่านี้

ซึ่งในบางรายที่อาการยังไม่พีค วิธีที่จะชี้แน่ชัดได้คือการเจาะน้ำจากไขสันหลังไปตรวจครับ ส่วนสาเหตุแน่ชัดของโรคยังบอกไม่ได้
แต่เท่าที่เจอคือ เครียด ผลข้างเคียงจากวัคซีน หรือการรับสารเคมีสะสมต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ส่วนวิธีรักษาก็คือรักษาตามอาการ
แต่หากใครมีเงิน มีวัคซีนจากทางจีนราคาราว 5 เข็ม 500,000 บาท รักษาได้แต่ไม่รับรองผล

ซึ่งในเคสผม ผมได้ผ่านจุดพีคไปแล้ว หมอจึงให้ยาบำรุงและยาแก้ปวด พร้อมบอกว่าหายเร็วหรือช้ามันขึ้นอยู่กับตัวผมเอง
ส่วนวิธีรักษาที่ง่ายมากนอกจากกินยาคือพักผ่อนเยอะและอย่าเครียด ซึ่งทำให้ผมเลือกจะลางาน
เพราะความเครียดเกือบทั้งหมดของชีวิตผมมาจากสายงาน

หมอที่สี่ 
จากการที่ผมหยุดงานเพื่อรักษาตัวจากโรคเส้นประสาทหลายเส้นอักเสบเฉียบพลันนี้ ทำให้ผมไม่สามารถไปทำงานได้เป็นเดือน
และด้วยการที่หยุดงานแต่ยังทำงานผ่านอีเมล์อยู่ ทำให้ MD เป็นห่วงและโทรมาสอบถาม รวมถึงนัดหมอที่เขารู้จักและเชื่อมั่นเป็นอย่างดีให้กับผม
ซึ่งท้ายที่สุดผมก็ได้มาตามนัดและที่เจ๋งกว่านั้นคือMD มารอหาหมอไปพร้อมผม ซึ่งหมอคนนี้เป็นระดับอาจารย์หมอที่เชี่ยวชาญเรื่องระบบกระดูก
ส่วนวิธีการตรวจก็ตั้งแต่เดิน ดัด จนถึงเอ็กซเรย์เพื่อดูกระดูกคอและหลังว่ามีการสึกหรออันเป็นสาเหตุของอาการเหล่านี้หรือไม่
ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ได้บอกหมอว่าผมป่วยเป็นอะไร หมอก็ยังไม่สามารถฟันธงได้และก็จบด้วยความเห็นว่าต้องทำ MRI ซึ่งผมไม่อยากทำเพราะค้นพบแล้วว่าป่วยเป็นอะไร ผมจึงได้เอ่ยชื่อโรคขึ้นมาคุณหมอถึงได้เอ่ยว่า
“คิดอยู่ว่าน่าจะเป็นโรคนี้ แต่อยากให้ MRI จะได้ชัวร์” ก็เลยเป็นอันว่าเข้าใจตรงกันว่าป่วยเป็นโรคนี้
ส่วนวิธีรักษาก็ตามที่หมอที่สามบอกไว้ ซึ่งข้อดีของการที่ MD มาด้วย คือสามารถลาได้ต่อตามที่ต้องการมากกว่าที่ระบุไว้ในระเบียบของบริษัท

าการของผม
ขอเสริมตรงนี้ละกันนะครับ เผื่อนึกไม่ออกว่าภาพความเจ็บปวดของโรคนี้จะเป็นอย่างไร
นึกง่ายๆ ครับว่าเราใส่ถุงเท้าที่สูงขึ้นมาเลยเข่า แต่มันเป็นถุงเท้าเหน็บชาที่ทำให้เราไม่ค่อยรู้สึกอะไร แถมด้วยความที่เส้นเอ็นงอไม่ค่อยได้
ยกขาก็ไม่ค่อยได้ ทำให้เวลาเดินขาจะไม่ค่อยงอต้องเดินด้วยท่าเพนกวินและลากขาไปเรื่อยๆ เจอบันไดก็ต้องใช้ลงข้างๆ
แต่ถ้าลงข้างๆ ไม่จับราวบันไดก็สามารถจะล้มไปได้ทันทีเพราะกล้ามเนื้อไม่มีแรงต้านใดๆ เรียกได้ว่าลมพัดก็ยังล้มได้
ส่วนถ้าขยับขาไม่ดีตะคริวก็จะล็อคทันทีได้ในทุกส่วนของขา ไม่ว่าจะนิ้วเท้า ฝ่าเท้า น่อง ต้นขา  ซึ่งนอกจากระบบกล้ามเนื้อที่ผมเป็นนั้น
ในช่วงแรกๆ ที่หมอที่สองยังวินิจฉัยไม่ได้ว่าผมเป็นอะไร ผมก็จะมีอาการหายใจไม่ค่อยออกเวลานอนเรียกได้ว่าแฟนต้องตื่นมาดูทุกชั่วโมง
เพราะกลัวว่าผมจะหยุดหายใจ และถ้าผมหยุดหายใจเธอก็เตรียมอุปกรณ์จะเจาะคอไว้แล้ว(อันนี้เธอบอกหลังจากผมเริ่มดีขึ้น)แถมผมยังมีอาการไฟช็อตที่ขา เรียกได้ว่าช็อตแรงขนาดที่ต้องหยุดขยับ และที่เจ็บปวดที่สุดคืออาการเจ็บที่ปลายเท้า
คล้ายกับว่าเราไม่มีผิวหนังชั้นนอกคอยหุ้มอยู่เลย เดินเหยียบอะไรหรือเตะอะไร หรือแม้แต่เวลาห่มผ้าแค่น้ำหนักผ้านวมก็เจ็บแบบทรมานสุดๆ

ความต่างของอาการชาของโรคปลายประสาทนี้เมื่อเทียบกับหมอนรองกระดูกทับเส้น คือขาสองข้างจะชาเท่ากันครับ
ดังนั้นถ้าใครที่มีอาการชาแล้วไล่เช็คดูดีๆ ครับ

วันที่ต้องอยู่บ้าน
จากคำแนะนำของหมอที่บอกว่าจริงๆ นั้นไปทำงานได้แต่อย่าเครียด ซึ่งสำหรับสายงานของผมนั้นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แม้แต่น้อย
ทำให้ผมเลือกที่จะหยุดอยู่บ้านเพื่อพักผ่อน โดยหน้าที่ในแต่ละวันคือตื่นมาทานข้าวทานยา แล้วก็หาหนังสืออ่าน ดูหนังอะไรไป บ่ายก็นอน
หรือหากมีงานที่ส่งมาให้ช่วยทำก็ทำแล้วส่งกลับไป ส่วนกลางคืนก็นอนไม่เกิน 3 ทุ่ม ผ่านไปราว 2 อาทิตย์กับการเริ่มต้นอยู่บ้าน อาการเริ่มดีขึ้น
จากที่ขาเหมือนเป็นเหน็บชาจากต้นขาเริ่มลงมาอยู่แค่พอดีเข่าทำให้ผมเริ่มย่ามใจจนกระทั่งเย็นวันเสาร์วันนั้น ผมตัดสินใจออกไปวิ่งครับ แค่จ๊อกกิ้งเบาๆ แต่ด้วยความชาของขาและเท้าที่มี
ทำให้วิ่งได้ราว 400 เมตรที่เหลือก็เดินต่ออีกราว 1 กิโล ซึ่งจริงๆ แล้วหมอไม่แนะนำให้ออกกำลังเลยเพราะว่าเส้นประสาท
ยังไม่แข็งแรงพอครับ และหมออยากให้มันรักษาตัวเองก่อน แต่ด้วยการที่ออกไปจ๊อกกิ้งนั้นเหมือนกับว่าการเอาเส้นประสาท
มามัดรวมกันอยู่ในรองเท้าแล้วกระแทกด้วยน้ำหนักตัวเข้าไป ผลที่ได้เพิ่มคืออาการไฟช็อตที่แรงขึ้นไปอีก

คราวนี้เมื่อกลับไปหาหมอที่สาม ตามที่นัดไว้ก็เลยเล่าให้คุณหมอฟัง เลยโดนสั่งห้ามออกกำลังกายไป 6 เดือนเป็นอย่างน้อย
ประกอบกับการห้ามเครียดเลยไม่ได้ทำงาน เป็นผลให้ไม่มีอะไรทำ ทุกวันก็จะมีแต่ตื่น กิน นอน เป็นอย่างนี้สลับกันไปในเดือนนั้น

กลับมาทำงานวันแรก
ด้วยความที่เป็นคนอยู่นิ่งไม่ได้ เมื่อผ่านไปหนึ่งเดือนเลยตัดสินใจกลับมาทำงาน ซึ่งวันแรกก็ได้ผลเลย เพราะกว่างานจะจบเล่นไป 4 ทุ่มกว่า แถมด้วยความเครียดที่ถาโถม เพราะออฟฟิศไม่ได้สนใจว่าคุณป่วยหรือไม่ มาทำงานได้ถือว่าต้องพร้อม วันที่สอง สาม สี่ ก็เริ่มดึกขึ้นเรื่อยๆ จนมีอยู่คืนหนึ่งที่ผมยังนั่งทำงานอยู่ออฟฟิศ อาการไฟช็อตแสนสาหัสก็กลับมาอีก ทำให้ผมตัดสินใจว่าใช้ชีวิตแบบนี้ไม่เวิร์คแน่ วันรุ่งขึ้นผมจึงขอลาแบบไม่รับเงินเดือนสัก 2 เดือน เพื่อพักให้หายจริง จากนั้น 2 เดือนชีวิตก็เข้าสู่วังวนแบบเดิมๆ  กิน นอน  กิน นอน  ส่วนอาการก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับเมื่อครบ 2 เดือนผมจึงตัดสินใจกลับมาทำงานซึ่งก็เหมือนการฉายภาพซ้ำให้ชีวิต วันแรกก็ตี 2 เลย แต่ด้วยความที่คิดว่า
เราไม่อยากหยุดอีกแล้ว เพราะการอยู่บ้านมันน่าเบื่อมากกว่ามาทำงาน เลยคิดว่าจะกลับมาทำงานและจะบริหารความเครียดเอาเอง แม้ว่าMD จะให้โอกาสหยุดเพิ่มได้เอง แต่ผมก็เลือกที่จะมาทำงาน ซึ่งเอาเข้าจริงก็ดูเหมือนจะกลายเป็นอภิสิทธิ์ชนไปเพราะผมมาทำงาน 1030 และบางทีไม่มีอะไรก็กลับตอน 1630  หรือถ้าวันไหนมีนัดหมอก็แวบบ่ายโดยไม่ลา

นอกจากนั้น 2 เดือนที่หยุดไป MD ยังจ่ายเงินเดือนให้เพราะเขาบอกว่าผมป่วยเพราะทำงานให้ออฟฟิศ ฉะนั้นออฟฟิศควรต้องรับผิดชอบ  ซึ่งการใช้ชีวิตแบบนี้ ท่ามกลางความคิดคนอื่นๆที่มีต่อเรา เอาเข้าจริงมันไม่สนุกนัก แต่ก็ดีกว่าต้องนอนอยู่บ้านเฉยๆ ละน่า

ของแถมที่ไม่อยากได้
ด้วยการป่วยโรคปลายประสาทหลายเส้นอักเสบเฉียบพลัน และการรักษาตัวของผมทำได้แค่กิน นอน และห้ามเครียด
ห้ามออกกำลังกาย ทำให้ผมเลือกที่จะกินน้อยลงกว่าตอนที่ออกกำลังกายได้ เพราะคิดว่าไม่งั้นต้องอ้วนแน่นอน
ซึ่งเอาเข้าจริงอาจจะเป็นความคิดที่ผิด  จากตอนที่ผมออกกำลังกายปกติคือปั่นจักรยานอาทิตย์ละประมาณ 150 กม.
และก็จะไปกินของหวานกันอาทิตย์ละครั้งกับแฟนตอนเย็น เปลี่ยนเป็นกินของหวานกันเดือนละครั้งแทน
ซึ่งได้ผลดีมากเพราะถึงเวลาตรวจสุขภาพของออฟฟิศ ระดับน้ำตาลในเลือดตอนนั้นอยู่ที่ 150 แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ
เพราะคิดว่าเพิ่งกินเค้กมาเมื่อวานแล้วตรวจเลือดเช้านี้ น้ำตาลแค่นี้ก็คงไม่แปลก  ผ่านมาราว 6 เดือนกับการกินของหวาน
และออกกำลังกายไม่ได้จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมมีอาการปัสสวะแล้วแสบ จึงไปพบหมอก็ตรวจปัสสวะและวินิจฉัยกันว่าเป็นท่อทางเดินปัสสวะอักเสบ
ก็ให้ยามาทานซึ่งก็ดูไม่น่ามีอะไร  แต่ผมจากการตรวจปัสสวะก็พบว่าผมมีน้ำตาลปนมาในปัสสวะ ซึ่งหมอก็บอกว่า
“ถ้าปัสสวะมีน้ำตาล แปลว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงจึงล้นออกมา” และแนะนำให้ผมไปตรวจเลือดซึ่งก็ได้พบว่า
น้ำตาลในเลือดนั้นอยู่ที่ 300 (คนปกติไม่เกิน110) ส่วนค่าน้ำตาลสะสมนั้นอยู่ที่ 12.9 (คนปกติไม่เกิน6.5)
ทำให้ผมกลายเป็นผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มเป็นของแถม

รับมือกับของแถม
หลังจากที่ผมรับมือกับโรคปลายประสาทหลายเส้นอักเสบเฉียบพลันพอได้แล้ว คราวนี้ผมต้องหันมาสู้กับโรคเบาหวานเพิ่ม
ซึ่งวิธีก็ง่ายมากครับคือการทานยาบล็อกน้ำตาลวันละ 2 เม็ด แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่น่ายากขนาดนั้น
ผมจึงเลือกที่จะออกกำลังกายมากขึ้นและทานยาให้น้อยลง แม้ในตอนนั้นหมอระบบประสาทของผมจะบอกว่าให้ออกกำลังได้แต่ต้องเบาๆ
ผมจึงเริ่มปฏิบัติการงดหวานอย่างจริงจัง เรียกได้ว่าทุกอย่างที่หมอและคนอื่นๆ บอกไว้ ผมทำหมด ลดแป้ง ลดหวาน ทานผัก
ออกกำลังกาย(เหมือนเดิมและเริ่มมากขึ้น) เวลาหิวก็ทานสารพัดถั่วแทนระหว่างมื้อ แต่มื้ออาหารต้องตรงเวลาเพราะไม่อย่างนั้น
เวลาหิวจะหงุดหงิดและอาละวาดด้วยความโมโหหิวเมื่อผ่านไป 2 เดือนก็ถึงเวลากลับไปพบหมออีกครั้ง และผลเจาะเลือดก็ปรากฏว่าค่าน้ำตาลอยู่ที่ 139 ส่วนน้ำตาลสะสมอยู่ที่ 7.2
ก็เลยต่อรองกับหมอว่าขอลดยาลงเหลือวันละ 1 เม็ด แต่จะคุมอาหารและออกกำลังกายให้มากยิ่งขึ้น
ซึ่งจากนั้นก็เข้าสู่โหมดจริงจังกับการคุมอาหารและออกกำลังกาย 2 เดือนต่อมาค่าน้ำตาลในเลือดก็ลงมาอยู่ที่ 134
ส่วนน้ำตาลสะสมอยู่ที่ 6.9 ซึ่งผ่านมาถึงตอนนี้กับการควบคุมอาหารและออกกำลังอย่างจริงจัง
วัดผลล่าสุดเมื่อมกราที่ผ่านมา ค่าน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ 127 ส่วนน้ำตาลสะสมอยู่ที่ 6.6 ซึ่งก็ถือว่าน่าพอใจ

แต่ผมยังเชื่อว่ามันลดได้อีก  ซึ่งเมื่อกลับไปพบหมอที่สามซึ่งเป็นหมอระบบประสาทอีกครั้ง
อาการของโรคระบบประสาทก็ดีขึ้นมาก อาการเหน็บชาที่เคยอยู่เหนือเข่าเหลืออยู่แค่ใต้ฝ่าเท้า แต่แกก็เตือนว่าอย่าโหมออกกำลังมาก
เพราะถ้าน้ำตาลตกถึงขนาดหมดสติและเติมน้ำตาลกลับเข้าเลือดไม่ทัน อาจจะทำให้สมองตายได้ ซึ่งอาการนั้นก็มาเยือนจริงๆ
ในวันหนึ่งที่ระหว่างที่ผมขี่จักรยานกลับมากับเพื่อนในทริปร้อยโล แต่ครั้งนี้ความเร็วค่อนข้างสูงซึ่งจู่ๆ ผมก็รู้สึกหมดแรงและเหนื่อยมาก
มือซีดและใจสั่น ทำให้ผมเดาได้ว่านี่คืออาการน้ำตาลตก ผมจึงชะลอและปั่นเบาๆ จนถึงปั๊มน้ำมันและหาน้ำตาลเติมต่อ จึงสามารถกลับมาปั่นได้
จากวันนั้นทำให้ผมรู้ข้อจำกัดของร่างกายตัวเองและสามารถออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจเพราะรู้แล้วว่าเมื่อไรที่เราต้องเติมน้ำตาล

จากวันนั้นถึงวันนี้
จากวันแรกที่เริ่มป่วยจนถึงวันนี้ จากวันที่เกือบเดินไม่ได้จนกลับมาแข็งแรงยิ่งกว่าเดิม แม้จะเป็นเวลาเกือบปีครึ่ง
แต่ภาพทุกอย่างยังคงชัดเจนอยู่เสมอ ผมคุมอาหาร คุมหวาน และออกกำลังกายอย่างจริงจัง
น้ำหนักผมลดลงกว่า 15 กิโลกรัม เอวหายไปกว่า 9 นิ้ว ระดับน้ำตาลไม่น่าห่วงแม้ว่าจะออกกำลังกายหนัก
ซึ่งอาจจะเป็นผลจากเบาหวานกับการคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่มันก็ทำให้ผมผอมและแข็งแรงขึ้นมากแม้เรื่องเบาหวานจะอยู่ในระดับที่โอเคแล้วแต่ผมก็ยังต้องควบคุมทุกอย่างต่อไป เพราะผมเชื่อว่าถ้าเรามีสุขภาพที่โอเคได้
โดยไม่ต้องกินยานั้น น่าจะเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด ผมจึงต้องใส่ใจทั้งเรื่องงานที่พยายามไม่ให้เครียดและแยกแยะออกจากชีวิตหลังเวลางาน
เรื่องกินที่ต้องควบคุมความหวาน เรื่องการออกกำลังกาย เพื่อจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
ส่วนอาการโรคปลายประสาทก็ยังไม่หายขาดครับ จากถุงน่องเหน็บชา วันนี้เหลืออยู่แค่แผ่นรองบางๆ ที่ใต้เท้า
แต่ก็ยังพร้อมจะไฟช็อตได้หากนอนดึกหรือเครียดจัดอยู่เสมอ ส่วนตะคริวยังขึ้นอยู่ได้เสมอแต่เหลือเฉพาะที่บริเวณเท้า

ฝากไว้
-การออกกำลังกายเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับทุกคน อย่าทำแต่งานโดยไม่สนใจตัวเองเพราะเมื่อคุณป่วย
ร่างกายที่แข็งแรงของคุณจะเป็นเหมือนต้นทุนที่เอาไว้ให้สู้โรคร้ายได้ โดยเฉพาะในสมัยที่ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น
พอกับจำนวนโรคแปลกๆ ที่เพิ่มขึ้นมา-ใส่ใจกับคนใกล้ตัวให้มากขึ้น เพราะถึงเวลาคุณป่วยหนัก เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือใครต่อใครก็ช่วยได้แค่ใส่ซอง
และเป็นเจ้าภาพงานสวดให้หนึ่งคืน หรือถ้าได้แต่นอน คนที่ดูแลก็จะเป็นแฟนคุณและคนในครอบครัวเท่านั้น
ส่วนเรื่องของคุณ ออฟฟิศก็จะเล่าขานต่อจากนั้นอีกสักเดือนแล้วก็จบกันไป  อย่าลืมว่าเพื่อนร่วมงานไม่ใช่เพื่อนร่วมชีวิต
(มีบ้างที่เป็นเพื่อนที่ดี แต่โดยมากดีลกันเฉพาะเรื่องงาน) ดังนั้นใส่ใจให้พอดีก็เพียงพอแล้วครับ

-อยากทำอะไรให้ทำเลย ไม่ต้องมีคำถามเยอะ เพราะชีวิตมันไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นวันไหน

-เตรียมแผนสำรองให้ชีวิตบ้าง ไม่ว่าจะเรื่องงาน เงินเก็บ ประกันชีวิต เอาแบบที่ว่าทางบ้านไม่เดือดร้อนหากคุณไม่อยู่
หรือหยุดงานสักเดือนสองเดือนได้โดยไม่เดือดร้อน

-โรงพยาบาลชั้นดี ไม่ได้การันตีว่าหมอจะเก่งตาม เพราะหมอที่โรงพยาบาลเอกชน 2 คนที่ผมตรวจมา จะให้ MRI ก่อน
ทั้งที่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร ในขณะที่อาจารย์หมอที่ผมไปพบที่โรงพยาบาลเอกชนเล็กๆ กลับใช้เทคนิคธรรมดา
และวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง หรืออาจจะเป็นเพราะอาจารย์ไม่ต้องทำยอดก็เป็นได้

-มีความสุขกับทุกวันที่เรายังใช้ชีวิตได้อย่างปกติ  ตาไม่มีค่าจนวันที่คุณมองไม่เห็น
ขาก็เป็นแค่ขาจนกว่าคุณจะเดินไม่ได้ ดังนั้นจงมีความสุขกับทุกวันของชีวิตและดูแลร่างกายให้ดีครับ

ขอบคุณมากครับที่อ่าน หวังว่าเรื่องของผมคงจะพอเตือนสติได้บ้างไม่มากก็น้อยในเรื่องการใช้ชีวิตนะครับ

แถมท้ายด้วย คลิปของผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคนี้ครับ ให้เราได้เห็นตั้งแต่เริ่มเป็นจนถึงการรักษาจนหายขาดครับ (ขอขอบคุณ คุณน้ำหวานๆ เจ้าของคลิปครับ

คลิป Road to Recovery Guillain–Barré syndrome (GBS)

Be the first to comment

Leave a comment

Your email address will not be published.


*