ความทุกข์ทรมานของพระเยซู เมื่อถูกตรึงไม้กางเขน

รายละเอียดทางกายวิภาค และจิตวิเคราะห์ของผู้ตาย เพราะถูกตรึงกับไม้กางเขน

จากการวิเคราะห์ของ : ดอกเตอร์ ซี ทรูแมน เดวิส ในเอกสารที่ชื่อ “การวิเคราะห์ทางกายภาพของการตรึงผู้คนบนไม้กางเขน”, new life magazine ฉบับเดือนApril 1982 (พิมพ์ครั้งแรกในวารสารเภสัชกรรมมลรัฐอริโซนา March 1965 ,สมาคมเภสัชกรรมมลรัฐอริโซนา)

หมายเหตุ : เพื่อให้ผู้อ่านบทความนี้ได้เข้าใจถึงอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายมนุษย์ได้ง่าย จึงมิได้ใช้ราชาศัพท์กับอวัยวะทุกส่วนเคร่งครัดตลอดบทความ

*************************************

การตรึงผู้คนบนไม้กางเขนคิดค้นขึ้นโดยชาวเปอร์เซีย ราว 300 ปี ก่อนค.ศ. และนำมาใช้อย่างสัมฤทธิ์ผลโดยชาวโรมันราว 100 ปี ก่อนค.ศ.

1 . นับเป็นการตายที่เจ็บปวดที่สุดเท่าที่มนุษย์จะคิดค้นกันมาได้ และนี่จึงเป็นที่มาของศัพท์คำว่า “ทำให้ทุกข์ทรมานกายใจ” ในภาษาอังกฤษ (Excruciating) เพราะคำว่า “การตรึงกับไม้กางเขน” ภาษาอังกฤษคือ “Crucify”

2 . การตรึงกับไม้กางเขนมีไว้สำหรับผู้ร้ายเพศชายที่ทำความผิดอุกฉกรรจ์อย่างที่สุด พระเยซูเจ้าทรงปฏิเสธดื่มน้ำองุ่นเปรี้ยวที่ทหารโรมันถวายให้ดื่ม เพื่อช่วยกลบความเจ็บปวดเนื่องด้วยพระดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้ใน มธ26:29 ว่า “แต่เราขอบอกท่านว่า เราะจะไม่ดื่มน้ำจากผลองุ่นอีกจนกว่าจะถึงวันที่เราได้ดื่มอีกครั้งกับพวกท่านในอาณาจักรสวรรค์ของพระบิดา”

3 . พระเยซูเจ้าทรงถูกเฆี่ยนบนร่างเปลือยเปล่า และพระภูษาถูกทหารโรมันเอาไปแบ่งกัน นี่จึงทำให้บทเพลงสดุดี 22:18 ที่เขียนไว้เป็นจริงว่า “พวกเขาเอาเสื้อผ้าเราไปแบ่งปันกัน และเสื้อยาวเขาเอาไปจับสลากกัน”

4 . การตรึงพระเยซูเจ้ากับไม้กางเขนเป็นความตายอย่างช้าๆ น่าหวาดกลัว เจ็บปวดอย่างแน่นอน เนื่องจากถูกตะปูตอกตรึงกับไม้กางเขน ณ เวลานั้นเป็นไปไม่ได้ที่ตำแหน่งของอวัยวะทางกายวิภาคของพระเยซูเจ้าจะสามารถวางอยู่ในลักษณะที่ถูกต้องได้

5 . พระชานุของพระเยซูเจ้าเอียงไป 45 องศา เพราะพระองค์จะทรงต้องแบกน้ำหนักในท่าที่กล้ามเนื้อบิดตึงซึ่งไม่ใช่ลักษณะตามธรรมชาติทางกายวิภาคของมนุษย์ การจะรับน้ำหนักแบบนี้ทำได้เพียงแค่ไม่นานเท่านั้น โดยกล้ามเนื้อจะเป็นตะคริวเพราะอาการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณน่อง

6 . น้ำหนักของพระวรกายของพระเยซูเจ้าตกลงบนพระบาทซึ่งมีตะปูตอกทะลุตรึงอยู่ กล้ามเนื้อส่วนล่างของพระวรกายอ่อนแรง ดังนั้นน้ำหนักทั้งหมดของพระวรกายถ่วงดึงต่อบริเวณบั้นเอว แขน และหัวไหล่

7 . ในเพียงชั่วครู่เดียวเมื่อต้องถูกตรึงกับไม้กางเขน หัวไหล่ของพระองค์ก็จะบิดเบี้ยวผิดรูปจากธรรมชาติ หลังจากนั้นข้อศอกและข้อแขนของพระองค์ก็จะบิดเบี้ยวผิดรูปตามไปโดยปริยาย

8 . ผลของพระวรกายในข้อ 7. จึงทำให้แขนทั้งสองข้างถูกดึงด้วยน้ำหนักที่ถ่วงลงมายาวกว่าปกติถึง 9 นิ้ว ดังที่มีภาพปรากฏชัดเจนคือรอยบนผ้าที่เชื่อกันว่าเป็นผ้าพันพระศพจาเมืองตุริน

9 . ดังนั้นพระคัมภีร์จึงสำเร็จไปใน สดด. 22:14 ว่า “ข้าพเจ้าถูกรินออกเหมือนน้ำ และกระดูกก็หลุดออกจากกัน”

10. หลังจากที่ ข้อมือ ข้อศอก และหัวไหล่ ของพระเยซูเจ้าเคลื่อนหลุดไปแล้ว น้ำหนักพระวรกายส่วนบนจึงถูกถ่วงดึงอย่างแรงต่อกล้ามเนื้อทรวงอกด้านหน้า

11. การถ่วงดึงกล้ามเนื้อเช่นนี้ทำให้กระดูดซี่โครงถูกดึงยกขึ้นและล้ำออกจากลำตัวในท่าที่ผิดธรรมชาติอย่างมาก ช่องทรวงอกอยู่ในรูปแบบบิดเบี้ยวส่งผลให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการหายใจอย่างมากที่สุด และเพื่อจะหายใจได้ พระเยซูเจ้าทรงจำต้องรวบรวมกำลังเพื่อพยุงยกพระวรกายที่ทิ้งถ่วงลงอยู่นั้นขึ้นมาให้ได้

12. เพื่อจะหายใจ พระเยซูเจ้าทรงต้องยันกล้ามเนื้อพระบาทให้ยั้งพระวรกายขึ้น ซึ่งเท่ากับต้องกดแผลที่พระบาทลงบนตะปูซึ่งจะช่วยให้กระดูกซี่โครงเคลื่อนต่ำลงและขยับกลับเข้ามาไม่ทิ่มออกเพื่อปอดจะหายใจได้สะดวก

13. ปอดของพระองค์อยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการหายใจอย่างถาวร การตรึงกางเขนจึงคล้ายกับเป็นการประหารด้วยการฉีดยาเข้าเส้นให้เสียชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง

14. ปัญหาก็คือพระเยซูเจ้าไม่ทรงสามารถยั้งพระวรกายขึ้นด้วยการกดพระบาทลงบนตะปูที่ตรึงอยู่ เนื่องด้วยกล้ามเนื้อขาที่บิดตะแคงอยู่ 45 องศานั้นล้าเกินกว่าจะขยับ ทั้งอาการเกร็งอย่างรุนแรงคล้ายตะคริวทีต้องอยู่ในท่ากายวิภาคบิดเบี้ยวสอดคล้องต่อเนื่องกันไปเช่นนี้เป็นอุปสรรคอยู่

15. ไม่เหมือนกับภาพยนตร์จากฮอลลีวูดที่สร้างเกี่ยวกับการตรึงกางเขนที่ผู้ถูกตรึงมีชีวิตชีวาตลอดเวลา ผู้ถูกตรึงกางเขนจะถูกบังคับทางกายภาพโดยปริยายให้ต้องเขย่งตัวเองขึ้นๆลงๆบนไม้กางเขนเพื่อจะได้หายใจอยู่ตลอดเวลา ช่วงเขย่งตัวขึ้นลงราว 12 นิ้ว

16. ขบวนการเพื่อขัดจังหวะการหายใจนี้เป็นสาเหตุของความทรมานอย่างใหญ่หลวง ผสมด้วยอาการหวาดกลัวการหายใจไม่ออก

17. เมื่อการตรึงกางเขนดำเนินไปถึงชั่วโมงที่ 6 พระเยซูเจ้าทรงแบกรับน้ำหนักพระวรกายด้วยพระพาหาได้น้อยลงๆ กล้ามเนื้อขากับน่องหมดกำลังลงแล้ว ข้อมือ ข้อศอก และหัวไหล่บิดเบี้ยวผิดตำแหน่งจนถึงที่สุด ทำให้การจะเขย่งยกพระวรกายให้ทรวงอกหายใจต่อไปได้อีกสักเล็กน้อยก็ทำไม่ได้แล้ว ภายในไม่นานหลังจากนั้นพระเยซูเจ้าก็ทรงหายใจสั้นลงและถี่มากขึ้น

18. การเคลื่อนไหวพระวรกายขึ้นลงเพื่อหายใจได้ยิ่งก่อเกิดความเจ็บปวดทรมานที่ข้อมือ พระบาท ข้อศอกและหัวไหล่ที่ผิดรูปไปหมดแล้วอย่างสิ้นเชิง

19. การเคลื่อนไหวเพื่อยืดพระวรกายจึงทำได้น้อยลง เมื่อพระเยซูเจ้าทรงอ่อนแรง แต่ความหวาดกลัวต่อการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้าที่คืบคลานเข้ามาบังคับให้พระองค์ยังทรงต้องพยายามที่จะหายใจต่อไป

20. อวัยวะของพระวรกายส่วนล่างเจ็บปวดจากอาการเกร็งที่ทรงต้องพยายามแบกรับน้ำหนักที่ถ่วงลงมายังพระพาหาของพระองค์และยังทรงต้องยกพระวรกายขึ้นเพื่อให้อยู่ในท่าที่พอจะหายใจได้

21. แต่ความเจ็บปวดจากเส้นประสาทกลางข้อมือที่ฉีกขาดรุนแรงอย่างปวดร้าวทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว

22. พระเยซูเจ้าทรงเปรอะเปื้อนไปด้วยเหงื่อและพระโลหิตทั่วพระวรกาย

23. รอยคราบโลหิตเกิดจากบาดแผลที่ถูกเฆี่ยนตีพระองค์ปางตาย ส่วนคราบเหงื่อมาจากพลังงานอย่างมากที่พระวรกายใช้ไปโดยอัตโนมัติในการทรงพยายามใช้ปอดเพื่อหายใจออกมาให้ได้ ทั้งหมดนี้ พระองค์ทรงเปลือยเปล่า บรรดาสมณะ ชาวยิวและฝูงชน รวมทั้งโจรบนไม้กางเขน ล้วนเย้ยหยัน กล่าวคำสบถและหัวเราะเยาะพระองค์ ยิ่งกว่านั้น พระมารดาของพระองค์ประทับยืนดูรับรู้อยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วยความระทมทุกข์

24. ทางกายภาพ พระเยซูเจ้ากำลังอยู่มนช่วงเวลาจะสิ้นใจและมาถึงวาระสุดท้าย

25. เพราะว่าพระเยซูเจ้าทรงไม่สามารถยืดกระแสลมหายใจให้แก่ปอดได้อย่างพอเพียง ขณะนี้พระองค์ทรงอยู่ในสภาวะ “ขาดลมหายใจเฉียบพลัน” (Hypoventilation)

26. ระดับออกซิเจนในเม็ดเลือดเริ่มต่ำและเข้าสู่ภาวะ “ออกซิเจนในเม็ดเลือดต่ำ” ยิ่งก่วานั้นการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยให้หายใจได้ก็อยู่ในท่าที่ทำให้ทรงขยับไม่ได้ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดกลับสูงขึ้นไปสู่อาการที่เรียกว่า “ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูงเกิน” (Hypercapnia)

27. ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเม็ดเลือดที่สูงขึ้นทำให้หัวใจของพระองค์มีอัตราการเต้นเร็วสูงขึ้นเพื่อจะพยายามผลิตออกซิเจนแก่เม็ดเลือดในร่างกายและจะได้ขับไล่คาร์บอนไดออกไซด์ให้มีปริมาณต่ำลง

28. ระบบประสาทศูนย์กลางการหายใจในสมองของพระเยซูเจ้าส่งสัญญาณเร่งด่วนมายังปอดให้เร่งหายใจและพระเยซูเจ้าทรงเริ่มหายใจหอบ

29. ในทางกายภาพเพื่อจะผ่อนคลายขึ้นพระองค์จึงต้องทรงหายใจลึกขึ้นและทรงมิได้จงใจ พระวรกายของพระองค์จะเคลื่อนไหวเพื่อยกตัวขึ้นและลงบ่อยยิ่งขึ้นและเร็วขึ้นท่ามกลางความเจ็บปวดอย่างสาหัส การเคลื่อนไหวอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติจะเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงเวลา 1 นาที ซึ่งเป็นที่พอใจของฝูงชน พวกทหารโรมันและสมาชิกสภาซันเฮดริน ที่มาเยาะเย้ยพระองค์อย่างมาก

30. อย่างไรก็ดี อันเนื่องมาจากการถูกตอกตรึงด้วยตะปูบนไม้กางเขนและการขาดลมหายใจมากขึ้นทุกที พระองค์ไม่ทรงสามารถเคลื่อนไหวเพื่อช่วยให้พระวรกายผลิตออกซิเจนแก่ร่างกายที่กำลังขาดอยู่นั้นได้

31. ความรุนแรงทั้งสองอาการ คือการขาดออกซิเจนและปริมาณสูงขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเม็ดเลือดทำให้หัวใจของพระองค์ต้องเต้นเร็วขึ้น เร็วขึ้น และพระเยซูเจ้าก็เข้าสู่สถานะ “หัวใจเต้นเร็วเกินปกติ” (Tychycardia)

32. หัวใจของพระเยซูเจ้าเต้นเร็วขึ้นและเร็วขึ้น ชีพจรของพระองค์จะอยู่ที่อัตรา 220 ครั้งต่อนาที เป็นอัตราสูงที่สุดที่คนเราจะรับได้

33. พระเยซูเจ้ามิได้เสวยสิ่งใดเลยเป็นเวลา 15 ชั่วโมง ตั้งแต่ 18.00 น. ของเมื่อวาน พระเยซูเจ้ายังทรงถูกเฆี่ยนตีปางตาย

34. พระองค์สูญเสียโลหิตไหลหยดจากบาดแผลทั่วพระวรกายจากการเฆี่ยนตี จากแผลที่พระเศียรเนื่องจากหนามของมงกุฎหนามทิ่มแทง ตะปูตรึงข้อพระหัตถ์และพระบาท รอยแผลถลอกอันเนื่องจากการโบยตีและทรงหกล้ม

35. พระวรกายของพระเยซูเจ้าทรงอยู่ในสถานะสูญเสียน้ำ ความดันโลหิตของพระองค์ก็ส่งสัญญาณว่าต่ำลงมาก

36. ความดันโลหิตของพระองค์อาจจอยู่ที่ 80/50

37. พระองค์น่าจะอยู่ในขั้นแรกของอาการช็อกของร่างกาย ระดับเลือดต่ำ (Hypovolamia) อาการเต้นของหัวใจถี่สูง (Tychycardia) หายใจหอบถี่ (Tachypnoea) และเสียเหงื่ออย่างรุนแรง (Hyperhidrosis)

38. ประมาณเที่ยงวัน หัวใจของพระเยซูเจ้าคงเริ่มล้มเหลว

39. ปอดของพระองค์คงจะเริ่มบวมน้ำ (Pulmonary)

40. อาการเช่นนี้ย่อมรบกวนการหายใจของพระองค์ซึ่งไม่เป็นไปอย่างราบรื่นมาตั้งนานแล้ว

41. พระเยซูเจ้าทรงอยู่ในขั้นตอนหัวใจล้มเหลว และระบบหายใจล้มเหลว

42. พระองค์ตรัสว่า “เรากระหาย” พระวรกายที่อยู่ในสภาพขาดน้ำของพระองค์ต้องร้องขอน้ำ

43. พระองค์ทรงหมดหวังที่จะได้รับการให้เลือดหรือน้ำเกลือเพื่อช่วยชีวิตเอาไว้อย่างแน่นอน

44. พระเยซูเจ้าไม่ทรงสามารถหายใจได้และค่อยๆขาดอากาศจนสิ้นพระชนม์

45. ถึงขั้นนี้พระเยซูเจ้าทรงเข้าสู่สภาพผิดปกติของเยื่อหุ้มหัวใจ

46. ของเหลวและเลือดในร่างกายไหลรวมกัน ณ ที่ว่างบริเวณหัวใจที่เรียกว่า “เยื่อหุ้มหัวใจ” (Pericardium)

47. ของเหลวที่มารวมกันบริเวณหัวใจทำให้หัวใจของพระเยซูเจ้าไม่อาจหายใจได้ (Cardiac Temponade)

48. สภาพของเหลวท่วมเยื่อหุ้มหัวใจ และหัวใจไม่อาจทำงานได้จึงทำให้หัวใจของพระเยซูเจ้าล้มเหลวหยุดทำงาน นี่น่าจะเป็นสาเหตุของการสิ้นพระชนม์ของพระองค์

49. อาจเป็นไปได้เพื่อจะชะลอความตายออกไป ทหารก็จะวางไม้ชิ้นเล็กๆสำหรับนั่งเข้าไปที่ไม้กางเขนซึ่งจะช่วยให้พระเยซูเจ้าสามารถมีโอกาสถ่ายน้ำหนักตัวลงบนกระดูกก้นกบได้

50. ผลของสิ่งนี้ก็คือ อาจยืดเวลาออกไปถึง 9 วันจึงประสบความตายบนไม้กางเขน

51. เมื่อชาวโรมันต้องการให้การตายจบลงเร็วตามกำหนด พวกเขาก็เพียงแค่หักขาของผู้ถูกตรึงเพื่อทำให้หายใจไม่ได้ภายในไม่กี่นาที การทำแบบนี้เรียกว่า “ตรึงตายโดยหักขา” (Crucifracrum)

52. เวลาบ่าย 3 โมง พระเยซูเจ้าตรัสว่า “Telestai” ซึ่งแปลว่า “จบบริบูรณ์แล้ว” ณ เวลานั้น พระองค์ทรงมอบจิตใจแด่พระบิดา และสิ้นพระชนม์

53. เมื่อทหารมาถึงพระเยซูเจ้าเพื่อหักจะขาพระองค์ พระองค์ก็สิ้นพระชนม์แล้ว ไม่มีกระดูกของพระองค์สักชิ้นเดียวหัก เพื่อทำให้สิ่งที่เขียนในพระคัมภีร์สำเร็จลง

54. พระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์หลังจาก 6 ชั่วโมงที่ต้องแบกรับความเจ็บปวด ทรมานและทารุณกรรมอย่างเหี้ยมโหดเท่าที่มีการคิดค้นกันขึ้นมาได้

55. พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อคนอย่างคุณและผมจะได้ไปสวรรค์ สิ่งเดียวที่พระองค์ขอจากคุณคือขอให้คุณรักพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดหัวใจ สิ้นสุดกำลัง สิ้นสุดวิญญาณและจิตใจ

คุณจะทำสิ่งนี้เพื่อพระองค์ได้หรือไม่ กรุณาหยุดสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่เวลานี้และแบ่งปันข้อความนี้กับเพื่อนๆของคุณ อย่าดูแคลนข้อความนี้ว่าเป็นเพียงข่าวสารที่เราส่งต่อ กรุณาส่งเนื้อหานี้ไปยังทุกคนที่คุณมีรายชื่อของพวกเขาและขอให้เขาส่งต่อไปตามรายชื่ออื่นๆที่เขามี การทำเช่นนี้มีแต่สิ่งที่เราจะได้มากมายและไม่มีสิ่งใดเลยที่เราจะเสียในความรักที่เรามีต่อพระเยซูเจ้า

ที่มา : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=555519461151162&set=a.296956797007431.63481.100000793396435&type=3

 

Be the first to comment

Leave a comment

Your email address will not be published.


*