ความรู้สำหรับสอบใบขับขี่ล่าสุด 2557 ตอนที่ 9 (การบำรุงรักษารถ)

By | June 3, 2014

เนื่องจากวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา ทางกรมการขนส่งทางบก ได้ทำการปรับเกณฑ์การทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่ โดยการเพิ่มข้อสอบจากเดิม 30 ข้อเป็น 50 ข้อ และต้องสอบผ่านเกณฑ์ 90% (ทำได้ 45 ข้อขึ้นไป) จากเดิม 75% เพื่อให้ผู้ขับขี่มีความรู้และความเข้าใจในการขับรถบนท้องถนนอย่างถูกต้องและปลอดภัย วันนี้ Zcooby เลยอยากจะขอรวบรวมความรู้ทั้งหมดที่ใช้ในการสอบใบขับขี่ โดยแบ่งตามหมวดเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายครับ โดยบทความนี้จะเป็น ความรู้สำหรับสอบใบขับขี่ล่าสุด 2557 ตอนที่ 9 (การบำรุงรักษารถ)

ความรู้สำหรับสอบใบขับขี่ล่าสุด 2557 ตอนที่ 9 (การบำรุงรักษารถ)

  • แบตเตอรี่ควรมีฉนวนหุ้มที่ขั้วบวก
  • สาเหตุไฟไม่ชาร์จเข้าแบตเตอรี่เกิดจากไดชาร์จชำรุดหรือสายพานไดชาร์จหย่อนหรือขาด
  • สาเหตุรถสตาร์ทไม่ติดเกิดจากแบตเตอรี่ไม่มีไฟ
  • การตรวจเช็กแบตเตอรี่แบบง่ายๆ ว่ามีไฟปกติหรือไม่ ควรบีบแตรและฟังเสียงว่าปกติหรือเบาลง
  • ผู้ขับขี่ควรใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินเมื่อรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ
  • วิธีใดเป็นวิธีการแก้ไขเบื้องต้นเมื่อเกิดไฟลัดวงจร ควรดับเครื่องยนต์และถอดขั้วแบตเตอรี่ออก
  • ถ้าขั้วแบตเตอรี่มีคราบขี้เกลือ วิธีการแก้ไขคือ ใช้น้ำอุ่นล้างและทาจาระบีที่ขั้วแบตเตอรี่
  • ในการถอดขั้วแบตเตอรี่ ควรถอดขั้วขั้วลบก่อน
  • น้ำที่ใช้เติมในแบตเตอรี่ ควรใช้น้ำกลั่น
  • การเติมน้ำกลั่นควรให้อยู่ระหว่างขีดที่กำหนดของแบตเตอรี่
  • ขณะขับรถไฟเตือนสีแดงไม่ควรแสดงอยู่บนแผงหน้าปัด
  • คราบขี้เกลือที่ขั้วแบตเตอรี่เกิดจากสาเหตุน้ำกรดทำปฏิกิริยากับอากาศ
  • แบตเตอรี่รถยนต์มีหน้าที่เก็บรักษาไฟฟ้าและจ่ายกระแสไฟ
  • แบตเตอรี่รถยนต์จะมีขนาดแรงดันไฟฟ้า12 โวลท์
  • ไดสตาร์มีหน้าที่ทำให้เครื่องยนต์ติด
  • ความตึงของสายพานพัดลมและไดชาร์ทที่ถูกต้องควรมีระยะ 5-15 มิลลิเมตร
  • ขณะขับรถไปได้ระยะหนึ่งปรากฏว่าไฟเตือนสีแดง        แสดงเกิดจากไดชาร์ทชำรุด
  • การเติมน้ำกลั่นแบตเตอรี่ควรเติมให้ท่วมแผ่นธาตุประมาณ นิ้ว
  • ไดชาร์จทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าในรถยนต์
  • ท่านควรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถเครื่องยนต์เบนซินเติมที่มีค่าออกเทนตามที่ระบุไว้ในคู่มือรถ
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์  คือน้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอล
  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีค่าออกเทนสูงสุดคือ ออกเทน 95
  • ในการตรวจเช็กน้ำมันเชื้อเพลิงในห้องเครื่องยนต์เราควรตรวจสภาพของท่อน้ำมันและรอยรั่วซึมเป็นหลัก
  • หากท่านเติมน้ำมันผิดประเภทควรทำการเปลี่ยนถ่ายออกทันที
  • หากท่านตรวจพบว่าท่อน้ำมันเริ่มมีรอยน้ำมันซึมออกมาท่านควรทำการเปลี่ยนท่อใหม่
  • หากรถของท่านเกิดท่อน้ำมันรั่วท่านควรทำการดับเครื่องยนต์และไม่ควรขับรถต่อไปเนื่องจากอาจเกิดไฟไหม้ได้
  • ไม่ควรเติมน้ำมันหล่อลื่นลงไปผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง
  • เครื่องยนต์เบนซินกับเครื่องยนต์ดีเซลมีข้อแตกต่างกัน คือเครื่องยนต์เบนซินใช้หัวเทียนในการจุดระเบิด
  • ในกรณีที่รถให้ใช้น้ำมันออกเทน 95 เท่านั้น ถ้าหากเราเติมน้ำมันค่าออกเทน 91 จะมีผลคือ เครื่องยนต์เกิดการสะดุด (น๊อก)
  • ในกรณีที่เติมน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงกว่าในคู่มือ การใช้งานจะไม่มีผลต่อเครื่องยนต์
  • ในขณะที่ท่านเติมน้ำมันเชื้อเพลิงท่านควรดับเครื่องยนต์
  • การตรวจเช็กรอยรั่วซึมระบบเชื้อเพลิงท่านควรใช้จากการสังเกตและการดมกลิ่น
  • หากท่านใช้ก๊าชธรรมชาติ CNG จะมีผลทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าการใช้น้ำมัน
  • น้ำมันเบนซิน E85 หมายความว่ามีส่วนผสมของเอทานอล 85 ส่วน
  • น้ำมันน้ำมัน E85มีการระเหยเร็วมากกว่า น้ำมัน E20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมัน 95
  • รถเครื่องยนต์ดีเซลหากมีสัญญาณเตือนในระบบกรองดักน้ำ      ท่านควรถ่ายน้ำออกจากกรองดักน้ำ
  • รถเครื่องยนต์ดีเซลหากมีควันดำมากผิดปกติเกิดจากสาเหตุกรองอากาศตัน
  • หน้าที่ของน้ำมันเครื่องไม่สร้างความหนืดให้กลับเครื่องยนต์
  • การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยนต์ ควรต้องเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ด้วย
  • การตรวจเช็กระดับน้ำมันหล่อลื่นในเครื่องยนต์ตรวจเช็กที่ก้านวัดน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์
  • ขั้นตอนก่อนตรวจเช็กและเติมระดับน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ที่ถูกต้องควรจอดรถบนพื้นราบ เช็กน้ำมันขณะยังไม่ติดเครื่อง หรือดับเครื่องยนต์อย่างน้อย  10-15 นาที
  • วิธีการสังเกตรอยรั่วซึมของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้ โดยสังเกตที่พื้นที่รถจอด และตามรอยต่อ หรือข้อต่อเครื่องยนต์
  • หากลมยางล้อหน้าด้านซ้ายอ่อนเวลาขับรถจะมีผล คือพวงมาลัยกินไปด้านซ้าย
  • ถ้าเติมลมยางอ่อนเกินไป จะมีผลกับยาง คือทำให้ดอกยางทางด้านข้างทั้งสองสึกหรอ
  • ถ้าเติมลมยางแข็งเกินไป จะมีผลกับดอกยางตรงกลางจะสึกหรอเร็วกว่าปกติ
  • การตรวจสอบลมยางต้องตรวจอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • การเติมลมยางที่ถูกต้องควรเติมลมยางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่
  • โดยปกติการสลับยางควรสลับทุกๆ 10,000 กิโลเมตรร
  • การเติมลมยางให้พอดีตามที่กำหนดไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ยางระเบิด
  • ยางมีหน้าที่ช่วยยึดเกาะถนนไม่ให้ลื่นไถล
  • การเติมลมยางสำหรับรถยนต์ ควรปฏิบัติตามคู่มือการใช้รถ
  • ฝาปิดจุ๊บลมยางมีประโยชน์ในการป้องกันลมรั่วซึมและสิ่งสกปรกต่างๆ
  • การเปลี่ยนขนาดยางเล็กเกินไปจะเกิดผลเสีย คือทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักลดน้อยลง
  • การเปลี่ยนขนาดยางใหญ่เกินไปจะเกิดผลเสีย คือทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
  • จากภาพด้านล่างตัวเลขสองตัวแรก “21” บ่งบอกถึงสัปดาห์ของปีที่ผลิตยาง

  • จากภาพด้านล่าง ตัวเลขสองตัวหลัง “13” บ่งบอกถึงปี ค.ศ.ที่ผลิต

  • 195/60 R 14 85H ตัว หมายถึงโครงสร้างยางแบบเรเดียล
  • การตรวจความตึงของสายพานควรใช้มือกดที่กึ่งกลางสายพาน
  • กรองอากาศไม่เกี่ยวข้องกับระบบสายพาน
  • สายพานขาดไม่ใช่สาเหตุของสัญญาณแตรไม่ดัง
  • ขณะท่านขับรถ ถ้าได้ยินเสียงดังของเสียงยางรถเสียดสีกับถนน ถือว่าเป็นเสียงปกติ  แต่ถ้าได้ยินเสียงดังที่เกิดจากเสียงสายพานหย่อย  เสียงที่ดังจากที่ปัดน้ำฝน หรือเสียงคอมเพรสเซอร์แอร์ดัง ต้องรีบนำรถไปตรวจเช็ค
  • หากท่านไม่นำรถไปตรวจเช็กก่อนใช้งาน ผลเสียที่ตามมาคือ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์จะมากขึ้น
  • ถ้าเกิดเสียงดังแหลมๆ (เอี๊ยดๆ หรือ จี๊ดๆ) ดังจากห้องเครื่อง แสดงว่า สายพานหย่อน
  • หากพบว่าร่องสายพานไม่มี สายพานแตก กรอบหรือสายพานขาดครึ่งเส้นควรจะเปลี่ยนสายพาน แต่ถ้าหากพบว่าสายพานหย่อนไม่ใช่สาเหตุที่ควรจะเปลี่ยนสายพาน
  • เสียงไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉินและไฟถอยเป็นเสียงปกติจากรถ แต่เสียงเบรกดังแสดงว่ารถยนต์ผิดปกติ
  • แหวนลูกสูบหลวม การเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไปและเครื่องยนต์สึกหรอมากเป็นสาเหตุของการเกิดควันไอเสียสีขาว
  • ขั้วแบตเตอรี่หลวม น้ำมันเชื้อเพลิงหมดและมอเตอร์สตาร์ทเสียเป็นสาเหตุของการสตาร์รถไม่ติด
  • เครื่องยนต์ร้อนจัดมีสาเหตุมาจากน้ำในหม้อน้ำแห้ง สายพานพัดลดขาด น้ำมันเครื่องแห้ง เป็นต้น
  • ในขณะขับรถมีไฟเตือนสีแดงรูปแบตเตอรี่ปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดแสดงว่า ไดชาร์ทชำรุด
  • เบรกมือควรใช้เมื่อหยุดรถขณะติดดไฟแดง จอดรถบนทางลาดฃันหรือหยุดรถบนทางลาดชัน แต่ไม่ควรใช้เมื่อขับรถลงทางลาดชัน
  • เบรกมือควรใช้จอดหรือหยุดรถบนทางลาดชัน
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้เบรกอย่างรุนแรงเมื่ออยู่ทางโค้ง
  • การกะระยะในการหยุดรถและเบรกอย่างนุ่มนวลเป็นวิธียืดอายุการใช้งานของผ้าเบรก
  • ยางรถยนต์ เกียร์ ระบบช่วงล่าง เป็นอุปกรณ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเบรกรถ
  • ถ้าไม่ปลดล็อกเบรกมือเมื่อรถเคลื่อนตัวจะรู้สึกว่ารถเร่งความเร็วไม่ขึ้น
  • เบรกเท้าจะทำงานทั้ง ล้อใด
  • สีของน้ำมันเบรกที่มีคุณภาพคือสีเหลืองใส
  • สีของน้ำมันเบรกที่เสื่อมสภาพคือสีดำ
  • เบรกมือใช้ควบคุมล้อคู่หลังของรถ
  • เมื่อเหยียบเบรกแล้วเกิดเสียงดังเป็นเพราะ ผ้าเบรกหมดหรือหมดอายุ
  • ผ้าเบรกจะทำงานเสียดสีกับจานเบรกของรถยนต์
  • หน้าที่ของน้ำมันเครื่องยนต์ คือ ระบายความร้อนออกจากเครื่องยนต์
  • หน้าที่ของน้ำมันเครื่องยนต์ ได้แก่ หล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่เพื่อลดการสึกหรอ ทำความสะอาดชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ระบายความร้อนออกจากเครื่องยนต์
  • การเตรียมความพร้อมของรถยนต์ควรจอดรถยนต์บนพื้นราบและดับเครื่องยนต์ ก่อนการตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่องยนต์
  • การตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องยนต์ดูได้จากก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องยนต์
  • น้ำมันเครื่องยนต์ควรอยู่ในระดับ ซึ่งเป็นระดับน้ำมันที่ดีที่สุด
  • ถ้าระดับน้ำมันเครื่องยนต์สูงเกินไปจะทำให้เกิดแรงดันสูงในห้องเครื่องยนต์ และมีควันขาว
  • ถ้าระดับน้ำมันเครื่องยนต์ต่ำเกินไปจะทำให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์สึกหรออย่างรวดเร็ว
  • เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถควรตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่องยนต์อย่างน้อยสัปดาห์ละ ครั้ง
  • น้ำมันเบรกควรเปลี่ยนทุก ปี
  • คุณสมบัติของน้ำมันเบรก คือ ของเหลวที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดกำลังจากแป้นเบรก
  • การตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่องยนต์ คือ การดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมาตรวจสอบ
  • ขณะขับรถเมื่อรู้สึกว่าพวงมาลัยจะหนักกว่าปกติแสดงว่าระดับน้ำมันเพาเวอร์ต่ำกว่ากำหนด
  • ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกทุกปี
  • คุณสมบัติของน้ำมันเครื่องยนต์ ได้แก่ ช่วยหล่อลื่น ลดการเสียดสีและการสึกหรอ ป้องกันการเกิดสนิมในเครื่องยนต์ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น
  • การตรวจสอบน้ำมันเครื่องยนต์ กระทำได้หลายวิธี เช่น สังเกตุจากสี ปริมาณและความหนืด สิ่งเจอปน ซึ่งการดมกลิ่นไม่สามารถตรวจสอบได้
  • การเติมน้ำมันเครื่องควรเติมปริมาณเสมอขีดบนของก้านวัด
  • หม้อน้ำรถยนต์มีหน้าที่ระบายความร้อนของเครื่องยนต์
  • การเติมน้ำในหม้อพักน้ำควรเติมให้อยู่ระหว่าง Full กับ Low
  • อุณหภูมิเครื่องยนต์ที่ทำงานปกติควรอยู่ระหว่าง 80 -95 องศาเซลเซียส
  • ถ้าเครื่องยนต์ร้อนจัดควรเติมน้ำเมื่อเครื่องยนต์เย็นลง เปิดฝากระโปรงเพื่อระบายความร้อน ปิดแอร์ เปิดหน้าต่างและจอดรถ  แต่ไม่ควรเอาน้ำราดลงไปที่เครื่องยนต์จะทำให้เครื่องยนต์เย็น
  • ถ้าพัดลมหม้อน้ำเสียจะทำให้อุณหภูมิของน้ำและเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น
  • พัดลมหม้อน้ำมีหน้าที่ช่วยระบายความร้อนของหม้อน้ำ
  • ไม่ควรเปิดฝาหม้อน้ำในกรณีเครื่องร้อนจัด
  • สภาพท่อยางหม้อน้ำเมื่อบีบแล้วมีความยืดหยุ่นแสดงว่ายังใช้งานได้ดี
  • ปั๊มน้ำรถยนต์มีหน้าที่ทำให้น้ำหมุนเวียนจากเครื่องไปยังหม้อน้ำแล้วไหลกลับเข้าเครื่องยนต์
  • การตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำก่อนใช้งานทุกวันคือวิธีป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์ร้อนจัด
  • การตรวจสอบลมยางล้อรถ จะต้องตรวจสอบทั้งสี่ล้อและล้ออะไหล่
  • อุปกรณ์ที่จำเป็นควรมีไว้ติดรถ ได้แก่ แม่แรง ไฟฉาย อุปกรณ์ดับเพลิง ยางอะไหล่ เป็นต้น
  • การตรวจเช็กรถก่อนใช้งาน ได้แก่ ตรวจการชำรุดของสัญญาณไฟโดยการเปิดไฟกระพริบรอบตัวรถ ตรวจวัดแรงดันลมยางเป็นประจำ เป็นต้น
  • การตรวจเช็กและบำรุงรักษาอุปกรณ์รถยนต์ ได้แก่ เติมน้ำมันเครื่องโดยเติมให้อยู่ระดับบนเสมอ  ควรใช้น้ำกลั่นเติมลงในแบตเตอรี่ทุกครั้ง ควรตรวจสอบการรัดตรึงของหัวขั้วแบตเตอรี่ให้มีสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
  • การตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบหลังดับเครื่องยนต์อย่างน้อย 10 นาที
  • ในการถอดขั้วแบตเตอรี่ ควรถอดขั้วลบก่อน
  • .ระดับของน้ำมันเบรก หากอยู่ในระดับที่ต่ำจะมีโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุ
  • ไม่ควรเติมน้ำในถังพักหม้อน้ำให้เต็มถัง เพราะต้องสำรองเนื้อที่ในการขยายตัวของน้ำเมื่อเกิดความร้อน
  • ข้อควรปฏิบัติขณะขับรถ  ได้แก่ ฟังเสียงเครื่องยนต์ทุกครั้งว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ควรอุ่นเครื่องยนต์ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ตรวจสอบระบบส่งกำลังทุกครั้งว่าใช้งานได้อย่างปกติหรือไม่
  • การตรวจสอบลมยางที่ถูกต้องควรใช้เครื่องวัดลมยาง
  • สาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติดหรือติดยาก ได้แก่ แบตเตอรี่มีไฟไม่เพียงพอ น้ำมันเชื้อเพลิงหมด ฟิวส์ขาด เป็นต้น
  • การตรวจสอบลมยางที่ถูกต้องจะต้องทำเมื่อยางล้อรถมีอุณหภูมิต่ำ
  • น้ำกลั่นแห้งบ่อยครั้งจะทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานน้อยกว่าปกติ
  • หม้อน้ำซึมสังเกตุได้จากการพบคราบน้ำยาหล่อเย็นบริเวณจุดที่ซึม
  • หากจะเติมน้ำในถังพักหม้อน้ำ ไม่ควรเติมน้ำบาดาล
  • วิธีการตรวจสอบความตึง-หย่อนของสายพานเครื่องยนต์เบื้องต้น สามารถทำได้โดยใช้นิ้วมือกดสายพานเครื่องยนต์
  • การตรวจสอบระบบไฟฟ้าในรถยนต์ ควรตรวจสอบไฟเลี้ยวซ้าย-ขวา และไฟหน้าสูงต่ำ-ไฟหรี่-ไฟเบรก-ไฟส่องป้ายทะเบียนรถ
  • การเติมน้ำในถังพักหม้อน้ำ ควรอยู่ระหว่างเกณฑ์สูง-ต่ำ ที่กำหนดไว้ข้างถังพักน้ำ
  • สาเหตุที่ไม่ควรเติมน้ำในถังพักหม้อน้ำให้เต็มถัง เพราะต้องสำรองเนื้อที่ในการขยายตัวของน้ำเมื่อเกิดความร้อน

*************************************************

ความรู้สำหรับสอบใบขับขี่ล่าสุด 2557 ทั้งหมด 11 หมวด (คลิ้กแต่ละตอนได้เลยครับ)

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *