วันแตกหัก 31 พฤษภาคม 2559 (ดาวอังคารใกล้โลกรอบสุดในรอบ 11 ปี) #วันดวงแตก

หลังจากที่มีข่าวเรื่องของวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 เป็นวันที่ดาวอังคารเคลื่อนตัวใกล้โลกที่สุดในรอบ 11 ปี ซึ่งในทางโหราศาสตร์เรียกว่าวันนี้เป็นวันแตกหัก หรือ วันดวงแตก วันนี้ Zcooby เป็น

ข่าวดาราศาสตร์ ดาวอังคารใกล้โลกรอบสุดในรอบ 11 ปี

ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ดาวอังคารโคจรเข้าใกล้โลกเรื่อยๆ และจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดอีกครั้ง ที่ระยะห่าง 75.28 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นการโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 11 ปี ตั้งแต่ปี 2548 โดยจะมองเห็นดาวอังคารสุกสว่างส่งประกายสีส้มแดงปรากฎบนท้องฟ้าตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์ และดาวพฤหัสบดีด้วย

ซึ่งสดร.เตรียมจุดสังเกตการณ์จำนวน 3 แห่ง ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 18:00-22:00 น. ในสถานที่ดังต่อไปนี้

  • ลานน้ำพุ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช็อปปิ้งเซนเตอร์ จ.เชียงใหม่
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.นครราชสีมา
  • หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.ฉะเชิงเทรา

หมายเหตุ บทความต่อไปนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ขอผู้อ่านพิจารณาครับ

วันแตกหัก (หรือวันดวงแตก) 31 พฤษภาคม 2559 คืออะไร?

ในด้านโหราศาสตร์ ปรากฏการณ์ที่ดาวอังคารเข้าใกล้โลกในรอบ 11 ปีนั้น ในแถบยุโรป ดาวอังคารเป็น ‘ดาวเทพเจ้าแห่งสงคราม’ แต่ในตำนานแบบไทย หมายถึง ‘ความกล้า ขยันขันแข็ง’ ซึ่งนอกจากจะเข้าใกล้โลกในรอบ 11 ปีแล้ว ยังมีอิทธิพลจากดาวดวงอื่นๆ เช่น ดาวอาทิตย์ ดาวเสาร์ เข้ามาร่วมด้วย หลักโหราศาสตร์ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความแรงมากเป็นพิเศษกว่าครั้งอื่นๆ

ราศีที่จะได้รับผลกระทบจากวันแตกหัก (หรือวันดวงแตก)

ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากวันแตกหักครั้งนี้ ประกอบไปด้วย 2 ราศี  ได้แก่ ราศีพิจิก และราศีเมษ หรือผู้ที่วันเกิดมีผลโดยตรงกับ ‘ดาวอังคาร’ หรือผู้ที่เกิดในวันอังคาร (เวลา 06.00-05.59 น. ของวันพุธ)

ผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากวันแตกหัก

ให้ระมัดระวังเรื่องของอารมณ์ ความหงุดหงิดใจร้อน การมีปากเสียง การเจอกับปัญหาของคนที่วุ่นวาย เรื่องเยอะ ขัดแย้ง ความแตกหัก

นอกจากนี้ให้ระวังเรื่องของอุบัติเหตุให้มากๆ ระวังการเจ็บตัว จากดาวเสาร์เข้าใกล้ที่สุดนาน 2 สัปดาห์ หรือระมัดระวังตัวตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.ไปจนถึงกลางเดือนมิถุนายนเลยทีเดียว”

วิธีแก้ความแรงของวันแตกหัก

  1. ให้ทำใจให้สงบร่มเย็น และสวดมนต์ไหว้พระ
  2. ต้องไปกราบสักการะขอพร พระพุทธรูปปางวันอังคาร หรือ ‘ปางไสยาสน์’ (พระนอน) ในกรุงเทพฯ มีประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์กับวัดสามพระยา และ
  3. สำหรับคนที่บูชา รัชกาลที่ 5 ขอให้ตั้งใจบูชา พร้อมกับถวายของไหว้ด้วยใจน้อมเคารพให้ถึงพร้อมด้วย

กระเช้าภูกระดึง (ที่มา,รูปแบบ,ผลกระทบ,ข้อดีและข้อเสีย)

 

หลังจากที่มีข่าวเรื่องที่ประชุมครม.มีมติรับทราบผลการศึกษาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย ทำให้ตอนนี้หลายคนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แตกต่างกันไป วันนี้ Zcooby ขอนำเรื่องกระเช้าภูกระดึงมาฝากครับ

จุดขึ้นภูกระดึง

ที่มาของกระเช้าภูกระดึง

สำหรับที่มาของกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง มีที่มาจากแนวคิดของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง นับตั้งแต่ปี 2525 ที่ได้มีหนังสือเสนอกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ให้พิจารณานำระบบขนส่งขึ้น-ลง อุทยานแห่งชาติภูกระดึง โดยใช้ยานพาหนะซึ่งเดินทางโดยสายเคเบิล จากนั้นจึงมีลำดับการศึกษาความเป็นไปได้ ศึกษาความเหมาะสม รวมจนถึงการดำเนินงานและการพิจารณาของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกิจกรรมในการระดมความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ เรื่อยมาโดยลำดับ

กระเช้าขึ้นภูกระดึง

รูปแบบของ กระเช้าขึ้นภูกระดึง

“กระเช้าขึ้นภูกระดึง” จะมีรูปแบบดังนี้

  • การสร้างกระเช้าชนิด 8 ที่นั่ง
  • ใช้เสาเหล็ก 7 ต้น
  • สามารถขนผู้โดยสารได้ 4,000 คนต่อชั่วโมง
  • มีระยะทางจากสถานีต้นทางไปปลายทาง 4.4 กิโลเมตร
  • คาดว่าจะใช้งบประมาณก่อสร้างในโครงการนี้กว่า 600 ล้านบาท

ผลศึกษากระเช้าขึ้นภูกระดึง
กระเช้าภูกระดึง

ที่มา : คมชัดลึก

ข้อดีของการมีกระเช้าขึ้นภูกระดึง (ฝ่ายสนับสนุน)

  • สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยว
  • เพื่อศักยภาพเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น
  • สูญเสียพื้นที่ป่าน้อย
  • กระทบสัตว์ป่าระดับต่ำ

ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกระเช้าขึ้นภูกระดึง

  • กำหนดมาตราการที่ชัดเจน
  • ลดผลกระทบระบบนิเวศ
  • บริหารจัดการที่ดีให้ชุมชนท้องถิ่น
  • ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยว

ข้อเสียการมีกระเช้าขึ้นภูกระดึง (ฝ่ายคัดค้าน)

  • ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
  • เศรษฐกิจชาวบ้านไม่ดีขึ้น
  • คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
  • ขัดต่อหลักท่องเที่ยวพื้นที่คุ้มครอง

แล้วคุณล่ะครับ อยากให้เป็นแบบไหน?

คลื่นความโน้มถ่วงคืออะไร? การค้นพบ”คลื่นแรงโน้มถ่วง”จะพาเราไปสู่นวัตกรรมใดบ้าง

หลังจากที่ LIGO ได้ประกาศถึงการค้นพบ คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational Wave) ที่เกิดจากหลุมดำสองหลุม หลายคนอาจจะสงสัยว่า คลื่นแรงโน้มถ่วงคืออะไร และการค้นพบครั้งนี้จะนำพาเราไปสู่นวัตกรรมใดบ้าง มีความเป็นไปได้เรื่องการเดินทางข้ามเวลาหรือไม่ วันนี้ Zcooby จะพยายามหาเวอร์ชั่นที่อ่านแล้วเข้าใจง่ายที่สุดก่อนนะครับ

การค้นพบ “คลื่นความโน้มถ่วง”

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2016 นี้ ทีมงาน LIGO (Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory) ได้ออกแถลงข่าวยืนยันการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงเป็นครั้งแรกของโลก โดยทีมงานเปิดเผยว่าวันที่ 14 กันยายน 2015 ที่ผ่านมา ได้มีการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากหลุมดำสองหลุมมวล 29 และ 36 เท่าของดวงอาทิตย์รวมตัวกัน และปลดปล่อยพลังงานในรูปของคลื่นความโน้มถ่วงที่ตรวจพบได้โดยเครื่องตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงทั้งที่ Hanford, Washington และ Livingston, Louisiana ในเวลาเดียวกัน

คลื่นความโน้มถ่วงคืออะไร?

คลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational Wave) หรือคลื่นแรงโน้มถ่วง คือคลื่นที่ปลดปล่อยออกมาเมื่อมีวัตถุที่มีมวลมากเคลื่อนที่ด้วยความเร่งหรือมีกิจกรรมที่รุนแรงในอวกาศ เช่น ดาวนิวตรอนคู่โคจรรอบกัน หลุมดำคู่โคจรรอบกัน ซูเปอร์โนวา รังสีแกมมาระเบิดในอวกาศ เป็นต้น

ยกตัวอย่างตามรูปด้านล่างนะครับ

คลื่นแรงโน้มถ่วง

ลองนึกถึงภาพของลูกบอลหนักๆสองลูกที่วางอยู่บนผืนผ้าของอวกาศ สมมติว่าวัตถุทั้งสองนั้นเป็นดาวนิวตรอน ดาวนิวตรอนทั้งสองโคจรรอบกันเร็วมากๆ แล้วคาบการโคจรนั้นก็ค่อยๆลดลง ทำให้ดาวทั้งสองเคลื่อนที่เข้ามาหากัน ในจังหวะนั้นจะมีการปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงออกมา (ผืนผ้าบิดงอ คล้ายน้ำกระเพื่อม) โดยลักษณะของคลื่นความโน้มถ่วงนั้น จะอยู่ในรูปของการบิดงอของกาลอวกาศทำให้ระยะทางในสองทิศทางยืดและหดออกไป คล้ายกับการทำให้หนังยางวงกลมบิดเบี้ยวออกเป็นวงรีในทิศทางที่สลับกันไปมา

ซึ่งปัญหาก็คือ คลื่นความโน้มถ่วงนั้นตรวจจับได้ยากมากๆ (ตามทฤษฎีคือ ถ้าคลื่นความโน้มถ่วงเคลื่อนที่ผ่านวัตถุใด คลื่นความโน้มถ่วงจะทำให้วัตถุนั้นยืดออกและหดเข้า สลับๆกันไปตามเวลา) และจังหวะการเกิดปรากฎการณ์นี้ก็คาดเดาได้ยาก ทำให้เราเพิ่งได้ค้นพบคลื่นแรงโน้มถ่วงในยุคปัจจุบัน นับจากการค้นพบของไอสไตน์นับร้อยๆ ปี ครับ

คลื่นแรงโน้มถ่วงเกิดจากอะไร?

นักฟิสิกส์ได้ สรุปว่า คลื่นแรงโน้มถ่วงที่ตรวจจับได้นั้น เกิดมาจากเสี้ยววินาทีสุดท้ายของหลุมดำคู่ชนกัน ที่ท้ายที่สุดแล้วรวมกันเป็นหนึ่งหลุมดำที่มีมวลมากขึ้น และปลดปล่อยพลังงานในรูปของคลื่นความโน้มถ่วง

ซึ่งการชนกันของหลุมดำคู่นั้น”เคย”มีการคาดการณ์เอาไว้ แต่ไม่เคยมีผลการสังเกตการณ์มาก่อน

“คลื่นแรงโน้มถ่วง”เกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์อย่างไร ?

(ในส่วนนี้ ขออนุญาตยกข้อความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จากเพจของอาจารย์เจษฎาดังนี้ครับ)

ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของไอสไตน์

ก่อนจะพูดถึงคลื่นความโน้มถ่วง เราจำเป็นต้อง ต้องอธิบายถึงแรงโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอสไตน์ก่อน ไอสไตน์อธิบายว่าแรงโน้มถ่วงเกิดจากมวลทำให้เกิดการบิดงอของกาลอวกาศ คล้ายกับการที่เรายืนบนเตียงนอนทำให้พื้นเตียงรอบๆ เรานั้นบิดงอไป และการบิดงอของกาลอวกาศนี้เป็นตัวส่งผลให้วัตถุมีการเคลื่อนที่อย่างที่เราสังเกตเป็นแรงโน้มถ่วงทุกวันนี้

ผลพลอยได้อย่างหนึ่งของการบิดงอของกาลอวกาศก็คือ แรงโน้มถ่วงจะสามารถทำให้ระยะทางและเวลาเกิดการบิดเบือนได้ ซึ่งสามารถพบได้ชัดเจนในบริเวณที่มีแรงโน้มถ่วงสูง เช่น รอบหลุมดำ

คลื่นความโน้มถ่วง

ถ้าการยืนบนเตียงของเราทำให้เตียงเราโค้งงอได้ การกระโดดขึ้นลงหรือเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วบนเตียงนอนของเราก็จะสามารถแผ่อิทธิพลการโค้งงอออกไปรอบๆ ได้เช่นเดียวกับการโยนก้อนหินลงบนผิวน้ำ เมื่อเราโยนก้อนหินลงไปในทะเลสาป การรบกวนบนผิวน้ำจะแผ่ออกไปรอบๆ เกิดเป็นคลื่นผิวน้ำ

เช่นเดียวกัน การรบกวนในกาลอวกาศโดยมวลจำนวนมาก ก็น่าจะสามารถแผ่อิทธิพลการรบกวนนี้ไปยังกาลอวกาศรอบๆ ได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากเราไม่สามารถเพิ่มหรือทำให้มวลหายไปได้ เราจึงไม่สามารถ “โยน” มวลลงไปยังผิวกาลอวกาศได้ในลักษณะเดียวกับการโยนก้อนหินลงในผิวน้ำ แต่สิ่งที่อาจจะสามารถทำให้เกิดการแผ่คลื่นความโน้มถ่วงได้ก็คือการยุบตัวลงของมวลอย่างรวดเร็ว การโคจรรอบกันของมวลจำนวนมากสองมวล หรือการรวมตัวกันของวัตถุขนาดมหึมาเช่นหลุมดำสองหลุม

สิ่งที่ตามมาหลังจากการค้นพบ คลื่นแรงโน้มถ่วง

  • เป็นการพิสูจน์ทฤษฎีไอน์สไตน์ว่าเป็นจริง
  • เป็นการค้นพบตัวปริศนาในจักรวาล ที่สามารถตอบโจทย์ข้อสงสัยในหลายๆอย่าง ทำให้ต่อยอดความรู้เกี่ยวกับจักรวาลมากขึ้น
  • เปิดยุคใหม่แห่งการสำรวจด้านดาราศาสตร์ เมื่อก่อนเราได้แค่”มอง”ผ่านกล้องต่างๆ ตอนนี้เราสามารถ”ได้ยิน” ได้ด้วย
  • เมื่อมีสถานีตรวจจับมากขึ้น เราสามารถจับการชนกันของหลุมดำได้มากขึ้น และรู้ตำแหน่งของมันได้ชัดเจนขึ้น
  • การตรวจจับสัญญาณที่เข้มทำให้สามารถพิสูจน์ทฤษฎีหลุมดำไม่มีขนได้(no-hair theorem)
  • การศึกษาคลื่นความโน้มถ่วงอาจทำให้เราสามารถเข้าใจธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงได้มากขึ้น

หากคุณต้องการอ่าน Press Release แปลไทย สามารถอ่านได้จากด้านล่างเลยครับ (ที่มาข้อมูล : เพจ เชื่อกู Trust me, I’m a physicist.)

https://www.ligo.caltech.edu/system/media_files/binaries/299/original/Press_Release_Thai.pdf?1455063460

วันเหมายัน (Winter Solstice)22 ธันวาคม 2558 คือวันอะไร?

หลายคนอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่อง วันเหมายัน ซึ่งปีนี้จะตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม 2558 หลายคนอาจจะสงสัยว่า วันเหมายันคือวันอะไร? มีผลกระทบอะไรกับเราบ้าง วันนี้ Zcooby จะสรุปข้อมูลนี้ให้เข้าใจง่ายๆ ครับ

วันเหมายันคืออะไร?

วันเหมายัน ( อ่านว่า เห-มา-ยัน) หรือ ทักษิณายัน (winter solstice) วันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด (solstice)  เป็นจุดในฤดูหนาวในซีกโลกเหนือ สำหรับประเทศไทยจะเรียกว่า“ตะวันอ้อมข้าว”

เหมายัน

ผลกระทบจากวันเหมายัน

วันนี้ส่งผลให้พรุ่งนี้จะมีช่วงกลางวันสั้น สลับกับมีช่วงกลางคืนจะยาวนานที่สุดในรอบปี

โดยวันนี้ ดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 06:36 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ17:55 น. (เวลา ณ กรุงเทพฯ) รวมระยะเวลากลางวันเพียง 11 ชั่วโมง 19 นาที ส่วนกลางคืนลากยาวถึง 12 ชั่วโมง 41 นาที ซึ่งผู้คนจะรู้สึกได้เองเพราะท้องฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ

โรคติดมือถือ (Nomophobia) คืออะไร? สัญญาณที่จะบอกว่าคุณติดมือถือเกินไปแล้ว

ในยุคปัจจุบัน การใช้มือถือนั้นเปรียบเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนในสังคมเลยทีเดียว จนหลายครั้งบางคนอาจจะมีอาการเหมือนติดมือถืออยู่ตลอดวเวลา วันนี้ Zcooby ขอแนะนำลักษณะของ “โรคติดมือถือ” (Nomophobia) มาดูกันว่า คุณเข้าข่ายอาการติดมือถือหรือไม่ครับ

โรคติดมือถือ (Nomophobia) คืออะไร?

โรคติดมือถือ หรือโรคโนโมโฟเบีย (nomophobia) นั้นมาจากคำว่า “no mobile phone phobia” เป็นศัพท์ที่ํทาง You Gov บัญญัติขึ้นเพื่อเรียกอาการติดโทรศัพท์มือถืออย่างหนัก

ผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น จะมีอาการหงุดหงิดง่าย ตัวสั่น เหงื่อออก เมื่อมือถือหาย ไม่มีสัญญาณ หรือว่าแบตหมด

Nomophobia

อาการที่เข้าข่ายว่าคุณเป็นโรคติดมือถือ

  • ไม่เคยอยู่ห่าง มือถือเลย ไม่งั้นจะหงุดหงิดทันที
  • เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือน จะทิ้งทุกอย่างทันที เพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือมาดู
  • เช็คโทรศัพท์มือถือทั้งวัน อัพเดทเรื่องราวบน Social Media ตลอดเวลา
  • หลังจากตื่นนอนจะกดโทรศัพท์มือถือเป็นอันดับแรก
  • จะรู้สึกกระวนกระวายใจมากถ้าหาโทรศัพท์ไม่เจอ
  • ไม่เคยปิดโทรศัพท์มือถือเลย
  • สนใจแต่หน้าจอโทรศัพท์ จนไม่มีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ผลที่ตามมาจากอาการโรคติดมือถือ

  • นิ้วล็อก เกิดจาการใช้นิ้วในการพิมพ์หรือใช้มือถือมากเกินไป
  • สายตาล้า เนื่องจากการเพ่งมองหน้าจอนานเกินไปในแต่ละวัน
  • โรคอ้วน เกิดจากการจดจ่อแต่การใช้มือถือ ไม่ออกกำลังกาย
  • ปวดเมื่อยคอ บ่า ไหล่ จากการอยู่ในท่าใช้มือถือเดิมๆ
  • หมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพก่อนวัย เนื่องจากการอยู่ในท่าเดิมนานๆ

วิธีการแก้ไขจากโรคติดมือถือ

  1. พยายามใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่จำเป็น
  2. หากิจกรรมอื่นทำ เพื่อลดการใช้มือถือ
  3. มีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เช่น เพื่อน คนรัก หรือครอบครัว เพื่อหลีกเลี่ยงความเหงาที่อาจทำให้เราโหยหาโทรศัพท์มือถือ
  4. หากรู้สึกว่าอาการหนัก จนไม่สามารถอยู่ห่างโทรศัพท์มือถือได้เลย ให้รีบไปพบจิตแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไขโดยด่วน

นายกสั่งรื้อ”กรมการบินพลเรือน” เหตุไทยโดยลดอันดับเป็น Category 2 ห้ามบินเข้าสหรัฐฯ

หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศจะทำการรื้อโครงสร้างของ “กรมการบินพลเรือน” เนื่องจากไทยถูกทาง FAA ลดมาตรฐานจาก Category 1 เป็น Category 2 ซึ่งมีผลถึงขั้นถูกห้ามบินเข้าสหรัฐอเมริกา หลายคนอาจจะอยากทราบถึงสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อไป ทาง Zcooby จึงหาข้อมูลเรื่องนี้มาแจ้งให้ทราบนะครับ

13

สาเหตุที่ทาง FAA ลดอันดับไทยจาก Category 1 เป็น Category 2

องค์กรการบินพลเรือนของสหรัฐฯ (Federal Aviation Administration: FAA) ได้เดินทางเข้ามาประเมินคุณภาพมาตรฐานการบินของไทยเมื่อวันที่ 13-17 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมานั้น ผลการตรวจสอบออกมาคล้ายกับผลการตรวจสอบขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่พบว่าไทยมีปัญหาดังนี้

  • บุคลากรไม่เพียงพอ และมีคุณสมบัติไม่ตรงกับเครื่องบิน
  • แนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังขาดรายการปฏิบัติในบางเรื่อง เช่น ขาดความทันสมัย ไม่มีความครบถ้วน
  • การตรวจติดตามผลไม่ครบถ้วน เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ

โดยทาง FAA ได้ทำการประเมินโดยยึดตามคู่มือตรวจสอบของ ICAO ใน 3 ภาคผนวก ได้แก่

  • ภาคผนวกที่ 1 ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ (personnel Licensing)
  • ภาคผนวกที่ 6 การปฏิบัติการบินของอากาศยาน (Operation of Aircraft)
  • ภาคผนวกที่ 8 ความสมควรเดินอากาศของอากาศยาน (Airworthiness of Aircraft)

การประเมินภายใต้ภาคผนวกทั้ง 3 แบ่งออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ ซึ่ง FAA พบประเด็นต้องแก้ไขใน 3 กลุ่ม คือ

  1. จำนวนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินมีไม่เพียงพอ และคุณสมบัติเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจสอบไม่ครบจำนวนแบบอากาศยานที่ประเทศไทยใช้อยู่และมีการจดทะเบียนไว้
  2. แนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ (Technical Guidance) ยังขาดรายการปฏิบัติบางเรื่อง ข้อมูลไม่ทันสมัย ไม่ครบถ้วน และ
  3. การตรวจติดตาม (Surveillance) ไม่ครบถ้วน ซึ่งเป็นผลจากที่มีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ

ทาง FAA ได้ให้เวลาไทยในการปรับปรุงแก้ไข 65 วันนับจากวันที่ 17 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเมื่อครบกำหนด ทาง FAA ได้ประกาศให้ประเทศไทยถูกลดอันดับจาก Category 1 เป็น Category 2

FAA

ผลกระทบของการถูกลดอันดับเป็น Category 2

ทางเว็บไซต์ของ FAA ได้มีการระบุชัดเจนว่าหากประเทศใดถูกจัดอันดับอยู่ใน Category 2 จะมีผลดังนี้ครับ

  1. สายการบินของประเทศนั้นจะไม่สามารถเพิ่มเที่ยวบินเข้าสหรัฐฯ ได้จนกว่าจะแก้ไขข้อบกพร่องสำเร็จ
  2. ระหว่างนั้นสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนข้อตกลงทำการบินร่วม (code-share) กับประเทศที่ถูกจัดอยู่ใน Category 2
  3. เผชิญการตรวจสอบ ณ ลานจอด (Ramp Inspection) ที่เข้มงวดขึ้น เมื่อเครื่องบินนั้นถึงสหรัฐฯ
  4. หนักสุดอาจถึงขั้นห้ามบินเข้าประเทศ

 

Single Gateway คืออะไร? ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในไทย

ในช่วงนี้หลายคนอาจจะได้ยินคำว่า Single Gateway (ซิงเกิล เกตเวย์) กันบ่อยในตอนนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า มันคืออะไร มีผลกระทบต่อผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยอย่างไรบ้าง วันนี้ zcooby จะนำข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากนะครับ

Single Gateway คืออะไร?

คำว่า Single Gateway หากแปลแบบตรงตัวก็คงจะแปลได้ว่า “ช่องทางเดียว” ซึ่งโดยปกติแล้วการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยนั้น หากมีการเชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เน็ตไปยังต่างประเทศหรือจากต่างประเทศมายังประเทศไทย จะมีช่องทางในการส่งผ่านข้อมูลมากมายหลากหลายทาง

แต่ระบบ Single Gateway หรือ Single Internet Gateway จะเป็นระบบที่ว่า ไม่ว่าอินเตอร์เน็ตภายในประเทศจะเชื่อมกันกี่หมื่นกี่พันเส้น แต่ทางออกเพื่อไปเชื่อมกับเครือข่ายในต่างประเทศนั้นจะเหลือแค่จุดเดียวเท่านั้น (รวมทั้งจากต่างประเทศมายังประเทศไทยก็จะเข้ามาที่จุดเดียวเช่นกัน)

ซึ่งระบบแบบช่องทางเดียวนี้ จะทำให้การดูแลการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต การตรวจสอบข้อมูล การดักจับข้อมูล ฯลฯ จึงทำได้ง่ายกว่ากว่าปกติมาก ซึ่งฝ่ายที่มีอำนาจเหล่านี้ มักจะเป็นส่วนของรัฐบาล โดยจุดประสงค์ของรัฐบาลที่ใช้ระบบนี้ มักจะพยายามควบคุมการใช้งานและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก โดยมักจะระบุเหตุผลว่า ทำเพื่อ ‘ความมั่นคง’

ประเทศจีน ตัวอย่างของการใช้ระบบ Single Gateway

หากคุณยังนึกภาพการทำงานของ Single Gateway ไม่ออก ผมอยากให้คุณนึกถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนครับ

หากใครเคยเดินทางไปเที่ยวหรือศึกษาต่อหรืออาศัยอยู่ที่ประเทศจีน จะพบว่าประเทศจีนนั้น ไม่สามารถใช้งานเว็บไซต์หลายๆ เว็บไซต์ได้ ไม่ว่าจะเป็น facebook, Youtube หรือหลายๆ เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศอื่นๆ

เนื่องจากทางประเทศจีนใช้ระบบ Single Gateway ในการตรวจสอบ,สกัดกั้น,ติดตาม การใช้งานด้านอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้งานและเว็บไซต์ต่างๆ ได้หมด

ผลกระทบที่มีต่อผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เมื่อระบบ Single Gateway ถูกนำมาใช้จริง

  1. ผู้ใช้งานมีโอกาสถูกบล็อก แบน สแกน และตรวจสอบทุกการใช้งานในอินเตอร์เนตจากรัฐบาล
  2. รัฐบาลสามารถป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการให้เข้าได้ เหมือนประเทศจีน ที่ไม่อนุญาตให้เข้า Facebook หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่รัฐบาลไม่ต้องการให้ประชาชนในประเทศเข้าถึง
  3. การติดต่อสื่อสารทางอินเตอร์เนตทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับระบบเดียว และถ้าระบบนั้น “ถูกโจมตีจนล้มเหลว” นั่นหมายถึงระบบอินเตอร์เนตที่ต้องพินาศทั้งประเทศ
  4. ความเชื่อมั่นของต่างชาติเกี่ยวกับระบบความมั่นคงและปลอดภัยของการให้บริการอินเตอร์เนตต่ำถึงขีดสุด เพราะหน่วยงานเอกชนหรือทุกองค์กรในประเทศ สามารถถูกล้วงลูกโดยรัฐบาลได้ตลอดเวลา

ซึ่งผลกระทบเหล่านี้ จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้งานในประเทศไทยอย่างแน่นอนครับ

เทียร์ 3 คืออะไร? เมื่อรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์จัดให้ไทยอยู่ในระดับ “เทียร์ 3”

หลังจากที่มีข่าวว่า ทางสหรัฐอเมริกา ได้จัดลำดับให้ประเทศไทยยังคงอยู่ใน “เทียร์ 3” ในรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons หรือTIP) ปี 2015 ทำให้หลายคนเพิ่งเคยได้ยินคำว่าเทียร์ 3 เป็นครั้งแรก อาจจะสงสัยว่า มันคืออะไร? มีผลอย่างไรกับประเทศไทยบ้าง วันนี้ Zcooby ขอเอาข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากนะครับ

3333333

การจัดลำดับในรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์

เทียร์ 1 (Tier 1) – หมายถึงประเทศหรือรัฐบาลที่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายปกป้องเหยื่อการค้ามนุษย์ (ทีวีพีเอ) อย่างครบถ้วน

เทียร์ 2 (Tier 2) – หมายถึงประเทศหรือรัฐบาลที่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของ ทีวีพีเอ ไม่ครบถ้วน แต่มีความพยายามอย่างมีนัยสำคัญเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเหล่านั้น

เทียร์ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watchlist) – หมายถึงประเทศที่การค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น, ล้มเหลวในการแสดงหลักฐานการเพิ่มความพยายามในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์ในปีที่ผ่านมา และถูกพิจารณาว่ากำลังพยายามอย่างมีนัยสำคัญเพื่อให้สามารถทำตามมาตรฐานขั้นต่ำของ ทีวีพีเอ โดยสัญญาว่าจะใช้มาตรการเพิ่มเติมในอนาคตภายในปีถัดไป

เทียร์ 3 (Tier 3) หมายถึงประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายด้านการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ 

ผลของการที่ประเทศไทยตกอยู่ในขั้นเทียร์ 3

  • อาจสูญเสียความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯในด้านต่างๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการค้า
  • อาจเผชิญหน้ากับการถูกสหรัฐฯคัดค้านความช่วยเหลือจากสถาบันสำคัญระหว่างประเทศ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และเวิลด์ แบงก์ (หรือธนาคารโลก)
  • อาจรวมถึงการถูกสหรัฐฯคัดค้านรวมถึงความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ระหว่างประเทศ

 

สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยยังคงอยู่ในขั้น “เทียร์ 3”

แต่เดิมประเทศไทยเราอยู่ในลำดับ “เทียร์ 2” แต่เมื่อปีที่แล้ว (2014) ไทยถูกลดอันดับลงไปเป็นเทียร์ 3 โดยส่วนหนึ่งมาจากปัญหาละเมิดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอาหารทะเล

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ปี 2015 เราก็ยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้ระดับเทียร์ 3 โดยรายงานล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

“รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏฺิบัติตามอย่างสมบูรณ์ต่อมาตรฐานขั้นต่ำสุด เพื่อจำกัดการค้ามนุษย์ และไม่พยายามมากพอ ไทยได้สืบสวนและดำเนินคดีกับเหล่าเจ้าหน้าที่พวกที่พัวพันการค้ามนุษย์บ้าง แต่ปัญหาคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ยังเป็นอุปสรรคในการต่อสู้กับการค้ามนุษย์”

นอกเหนือจากไทยแล้ว ประเทศที่อยู่ในเทียร์ 3 ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุดในรายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ ก็มี รัสเซีย อิหร่าน ลิเบีย เวเนซุเอลา แอลจีเรีย ซีเรีย เยเมน เกาหลีเหนือ ซูดานใต้และซิมบับเว

 

“ทุเรียนเทศ” รักษามะเร็งไม่ได้ #ความเชื่อผิดๆอย่าแชร์

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการแชร์ถึงเรื่องทุเรียนเทศรักษามะเร็งได้ ทำให้มีคนส่วนหนึ่งหลงเชื่อและทำตาม ซึ่งทางแพทย์จุฬาฯ ได้ออกมาชี้แจงว่า พบคนไข้มะเร็งไทยตายเพราะตับและไตวาย ก่อนตายเพราะมะเร็ง เหตุหลงเชื่อทุเรียนเทศแก้มะเร็ง วันนี้ Zcooby ขอแบ่งปันเรื่องนี้ให้ทราบโดยทั่วกันครับ

ทุเรียนเทศรักษามะเร็งไม่ได้

ความเชื่อผิดๆ ว่า “ทุเรียนเทศรักษามะเร็ง” ได้

นพ.เพชร อลิสานันท์ หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา แผนกรังสีวิทยา รพ.จุฬา เผยว่า

  • ในหลายๆ พื้นที่ได้ใช้พืชชนิดนี้รักษาโรคติดเชื้อ
  • ในหลายประเทศก็มี“ความเชื่อ”ว่าใช้รักษามะเร็งได้
  • ไม่มีหลักฐานหรือผลงานวิจัยในคนรองรับ ว่าทุเรียนเทศยับยั้งเซลล์มะเร็งได้
  • งานวิจัยของทุเรียนเทศที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ ถูกทำขึ้นในหลอดทดลองเพื่อดูปฏิกริยาระหว่าง สารสกัดใบ ทุเรียนเทศกับเซลล์มะเร็ง ซึ่งพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งเต้านมบางชนิด
  • การพัฒนายามาใช้เพื่อรักษาโรคจำเป็นต้องผ่านการทดลองในหลอดทดลอง > สัตว์ทดลอง > และในมนุษย์อีกหลายขั้นตอนพื่อประเมินประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาว ก่อนจะนำมาใช้ในมนุษย์อย่างถูกต้องและปลอดภัย
  • หลักฐานทางการทดลองของทุเรียนเทศจึงอยู่ในระดับต่ำและไม่ปลอดภัยที่จะนำมาใช้รักษามะเร็งเวลานี้
  • เนื่องจากในใบทุเรียนเทศไม่ได้ประกอบไปด้วยสารที่อาจจะมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเท่านั้น ยังประกอบไปด้วยสารอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดที่การแพทย์ยังไม่ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อสุขภาพ
  • ผลที่น่ากลัวก็คือ ผู้ป่วยมะเร็งที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯกว่า 40 % กินใบทุเรียนเทศ จนทำให้ตับและไตวายเฉียบพลันไปแล้วกว่า 10 ราย  คนไข้หลายรายเสียชีวิต เพราะ “ทุเรียนเทศ”ไม่ใช่เพราะ “มะเร็ง”
  • ในต่างประเทศ มีกรณีศึกษาที่ประเทศอังกฤษ นาย Andrew Harris ผู้ที่ขายทุเรียนเทศทางอินเตอร์เนต เพื่อรักษามะเร็ง ถูกศาลศาลตัดสินว่าโฆษณาสรรพคุณเกินจริง ถูกปรับ 350 ปอนด์ แล้วก็ต้องรายงานต่อศาล 2 ปี
  • แม้ในประเทศไทย อย. ยังไม่มีการดำเนินคดี ซึ่งเร็วๆ นี้ ญาติผู้เสียชีวิตอาจแจ้งความเอาผิดผู้ขายได้

    หากคุณต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเพิ่มเติม ให้ทำการติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร 02 256 4334

กินโปร,โปรโคดิ้ว คืออะไร? สารเสพติดที่ไม่ผิดกฎหมาย

หมายเหตุ บทความนี้ มิได้สนับสนุนให้ผู้อ่านทดลองการกินโปรหรือโปรโคดิ้ว แต่เพื่อชี้ให้เห็นอันตรายจากการรับประทานสิ่งนี้ และมิต้องการให้นำไปใช้เพื่อทดลอง และเพื่อให้บรรดาคนในสังคมสังเกตและตักเตือนหากพบบุตรหลานหรือคนรอบตัวของท่านกินสิ่งนี้เข้าไปครับ

ช่วงนี้มีการพูดถึงเรื่องของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เกิดอาการชักจนตกไปในโคลนริมตลิ่งใต้สะพานภูมิพล เมื่อสืบทราบก็พบว่า เด็กหญิงคนนี้ กินโปร หรือ โปรโคดิ้ว (Procodyl) วันนี้ Zcooby ขอนำเสนอข้อมูลมหันตภัยร้ายตัวใหม่ที่อาจจะอยู่ใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คิด และที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ สิ่งนี้ยังไม่ถือว่าเป็นสารเสพติดและไม่ผิดกฎหมายครับ

กินโปร หรือ โปรโคดิ้ว คืออะไร?

โปรโคดิ้ว (Procodyl) คือ ยาแก้แพ้ชนิดน้ำสำหรับเด็ก เมื่อนำมาผสมคู่กับยาแก้ปวดชนิดเม็ด (ที่มีส่วนผสมของฝิ่น) เติมน้ำอัดลม (หรือยาแก้ไอชนิดน้ำ) ชงดื่ม จะกลายเป็นเครื่องดื่มออกฤทธิ์ให้ความรู้สึกเมา โดยมีจุดเด่นก็คือ ไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ ราคาถูกกว่า เหล้าเบียร์ และยังไม่ผิดกฎหมาย

อาการของผู้กินโปรหรือโปรโคดิ้ว

เมื่อนำโปรโคดิ้วมาผสมกับน้ำอัดลม ทำให้ยาโปรฯ มีรสหวาน เมื่อดื่มไปแล้วจะมีอาการเมาคล้ายดื่มเหล้า ง่วง บางครั้งจะคันตามเนื้อตัว บางคนกินเกินขนาด จะชักและหายเอง คล้ายเป็นลมบ้าหมู เวลาที่ไม่ได้กินจะร้อน ๆ หนาว ๆ เหมือนคนเป็นหวัด ปวดเนื้อ ปวดตัว ถ้าไม่กินประมาน ๒ – ๓ วัน จะครั่นเนื้อครั่นตัว

ผลข้างเคียงที่น่ากลัวก็คือ ยาแก้ไอยี่ห้อโปรโคดิลมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้ง่วง มึน ขาดสติ หากนำมาใช้ในปริมาณมาก จะทำให้ประสาทหลอนและอาจช็อกจนเป็นอันตรายต่อชีวิตได้” จิตเวชแนะ หากใช้ในปริมาณมากจะทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำและช็อกได้

ช่องว่างที่น่ากลัว

เนื่องจากการกินโปร ไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ ไม่ใช่เหล้าหรือแอลกอฮอล์ และสามารถซื้อยาประเภทนี้ได้ง่าย ทำให้เด็กนักเรียนหลายคนติดการกินโปร เพราะอาจารย์ที่โรงเรียนไม่เคยจับได้ เนื่องจากตรวจสอบได้ยาก

และอีกจุดหนึ่งก็คือ ยาประเภทนี้มิได้ถูกจัดให้เป็นสารเสพติด ทำให้การหาซื้อทำได้ง่าย ควบคุมการใช้งานลำบาก และที่น่ากลัวที่สุด ผลข้างเคียงตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

หากคุณกำลังกินโปรอยู่ เลิกเถอะครับ มันส่งผลร้ายต่อร่างกายคุณในระยะยาวแน่นอนครับ