“บ้านหมุน” คืออะไร? ลักษณะอาการและวิธีการรักษา

ลักษณะอาการบ้านหมุน (vertigo)

อาการบ้านหมุนจจะเป็นอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน คือรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวหรือสิ่งของที่มองเห็นหมุนไป หรือรู้สึกว่าตัวเองหมุนไปทั้งๆ ที่ตนเองอยู่กับที่ ซึ่งอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนนี้อาจส่งผลต่อการทรงตัวและทำให้ผู้ที่มีอาการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้

โดยผู้เป็นบ้านหมุนนี้ มักมีอาการมึนศีรษะ วิงเวียน งง รู้สึกหมุนหรือโคลงเคลง ทรงตัวไม่ค่อยได้ มีความรู้สึกลอยๆ หวิวๆ มีอาการตื้อในศีรษะ ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีความรู้สึกเหมือนจะเป็นลม หูอื้อ การได้ยินลดลง หรือมีเสียงในหูร่วมด้วยได้

สาเหตุอาการบ้านหมุน

เป็นอาการที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่คอยรับการทรงตัวสมดุลของร่างกายในท่าทางต่างๆ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นจึงทำให้มีอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน โดยอาจมีสาเหตุดังนี้

โรคหินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรือโรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (benign paroxysmal positioning vertigo: BPPV)

เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นใน จึงพบมากในผู้สูงอายุ อาการเฉพาะของโรคนี้คือ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ระหว่างกำลังล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน เงยหน้า ก้มหยิบของ เป็นต้นอาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นแค่ช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ แล้วอาการจะค่อยๆ หายไป ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่มีอาการหูอื้อ ไม่พบการสูญเสียการได้ยินหรือเสียงผิดปกติในหู (ยกเว้นในรายที่เป็นโรคหูอยู่ก่อนแล้ว) รวมถึงไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาชาหรืออ่อนแรง

โรคน้ำในหูชั้นในผิดปกติหรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease)

เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุนอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและสูญเสียสมดุลของร่างกาย ทำให้เซหรือล้มได้ง่าย อาการเวียนศีรษะที่เกิดจากโรคนี้อาจนานเป็นนาทีจนถึงหลายชั่วโมง ซึ่งในระหว่างที่เกิดอาการ ผู้ป่วยควรอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับศีรษะ เพราะอาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจมีการได้ยินลดลงและมีเสียงดังในหู บางครั้งอาจพบอาการหูอื้อได้ด้วย

โรคอื่นๆ เช่น

  1. การอักเสบของหูชั้นใน (labyrinthitis) พบการอักเสบจากเชื้อไวรัสได้บ่อย ซึ่งมักมีประวัติการเป็นหวัดหรือระบบทางเดินหายใจอักเสบนำมาก่อน
  2. โรคเนื้องอกของประสาทการทรงตัวหรือเส้นประสาทการได้ยิน (acoustic neuroma) ผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะร่วมกับการได้ยินลดลง บางรายอาจมีเสียงรบกวนในหู
  3. โรคเส้นประสาทการทรงตัวในหูอักเสบ (vestibular neuronitis) ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะรุนแรงนานหลายวันจนถึงสัปดาห์ แต่ไม่ส่งผลต่อการได้ยิน ผู้ป่วยยังคงได้ยินเป็นปกติ
  4. กระดูกกะโหลกแตกหัก (temporal bone fracture)
  5. เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ (vertebra-basilar insufficiency)

การรักษาอาการบ้านหมุน

หากมีอาการเวียนศีรษะผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการและเข้ารับการรักษา โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งการตรวจหู ตรวจระบบประสาทและการทรงตัว ตรวจการทำงานของอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน ตรวจดูการกลอกของลูกตาและการเคลื่อนไหวของลูกตาในท่าทางต่างๆ ในผู้ป่วยบางรายที่แพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติของการทำงานในหูชั้นในอาจได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น

  • ตรวจการได้ยิน (audiogram)
  • ตรวจการทำงานของอวัยวะทรงตัวของหูชั้นใน (videoelectronystagmography: VNG)
  • ตรวจวัดแรงดันของน้ำไนหูชั้นใน (electrocochleography: ECOG)
  • ตรวจการทรงตัว (posturography)
  • ตรวจการทำงานของเส้นประสาทการได้ยิน (evoke response audiometry) เป็นต้น

สำหรับการรักษา แพทย์จะพิจารณารักษาตามสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ซึ่งแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันไป โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การป้องกันอาการบ้านหมุน

อย่างไรก็ดี การดูแลตนเองและพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นก็ยังคงมีความสำคัญต่อการรักษาและการป้องกันการเกิดโรค ในผู้ที่มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะในระหว่างเกิดอาการ เช่น การหมุนหันศีรษะเร็วๆ การเปลี่ยนแปลงท่าทางอิริยาบถอย่างรวดเร็ว การก้มเงยคอหรือหันอย่างเต็มที่
  • ลดปริมาณหรืองดการสูบบุหรี่/ดื่มกาแฟ
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ และการพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ไม่ควรอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การขับขี่ยานพาหนะในขณะยังมีอาการ การปีนป่ายที่สูง

สาเหตุที่ธัมมชโยไปรับทราบข้อหาที่ DSI ไม่ได้ (25 เมษายน 2559)

วัดพระธรรมกายแถลง อาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) และขอความเป็นทำเลื่อนนัด DSI

จากกรณีที่พนักงานสอบสวนพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีหมายเรียกพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 25 เมษายน 2559 นี้

เนื่องจากการปฎิบัติศาสนกิจตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) มีอาการ

  • เวียนศรีษะ
  • บ้านหมุนรุนแรงเฉียบพลัน
  • มีปัญหาในการทรงตัว และ
  • มีอาการปวดหลัง
  • ปวดขาซ้ายเนื่องจากกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง ประกอบกับ
  • มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังและรุนแรงจากโรคเบาหวาน
  • ภูมิแพ้
  • เส้นเลือดอุดตันที่โคนขาซ้าย
  • มีแผนติดเชื้อที่เท้าเรื้อรัง

คณะแพทย์ผู้รักษาจึงมีความเห็นว่าสมควรพักและงดภารกิจ เป็นเวลา 15 วัน

ทั้งนี้ ด้วยเหตุเจ็บป่วยดังกล่าว จึงไม่สามารถไปพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้

 

13077093_989005794482080_7628831590206156284_n

มะเร็งรังไข่ ภัยเงียบของผู้หญิง (สาเหตุ,อาการ,การรักษา,การป้องกัน)

หลังจากที่มีข่าวนักแสดงสาวอย่าง พิม-พิมพ์มาดา’ พบก้อนเนื้อในรังไข่ มีภาวะเสี่ยงเป็นมะเร็ง ชื่อโรคมะเร็งรังไข่ ก็ได้รับความสนใจขึ้นมาจากคนในสังคมกันไม่น้อยเลยทีเดียว วันนี้ Zcooby จะขอแนะนำข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคนี้ครับ

ความน่ากลัวของมะเร็งรังไข่ก็คือ เรามักจะเจอมะเร็งรังไข่ในระยะท้าย ๆ ระยะต้น ๆ เรามักจะไม่ค่อยเจอ เพราะว่า มะเร็งรังไข่ส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มเป็น มักจะไม่ค่อยมีอาการ และมะเร็งรังไข่ ถือว่าเป็นอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิง 

สำหรับมะเร็งรังไข่ ถือว่าเป็นอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิง สาเหตุเนื่องมากจากเรามักจะเจอมะเร็งรังไข่ในระยะท้าย ๆ ระยะต้น ๆ เรามักจะไม่ค่อยเจอ เพราะว่า มะเร็งรังไข่ส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มเป็น มักจะไม่ค่อยมีอาการ หรืออาการที่เป็นก็ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นมะเร็งรังไข่ ไม่เหมือนกัน มะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ชนิดอื่น เช่น มะเร็งปากมดลูก ในคนไข้กลุ่มนี้มักจะมีประวัติตกขาว มีเพศสัมพันธ์จะมีเลือดออกในช่วงต้น ๆ หรือระยะท้าย สำหรับมะเร็งรังไข่แล้ว เป็นการยากที่จะบอกจากอาการ เพราะอาการของคนไข้เหล่านี้ ถ้าเน้นในช่วงต้น ๆ ก็มักจะไม่แน่นอน อาจจะมีอาการปวด จุด เสียด ในช่องท้องที่อาจจะเป็นอาการของโรคทางลำไส้ ซึ่งไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง กว่าจะเริ่มมีอาการก้อนก็มักจะมีขนาดโต และจะไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยท้องผูก หรือบางรายในระยะท้ายก็จะมีสุขภาพทรุดโทรมลง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องโตเร็ว หายใจลำบาก เนื่องจากมีการแพร่กระจายของมะเร็งไปแล้ว หรือในบางรายมะเร็งรังไข่โตเร็ว อาจจะทำให้รังไข่แตกก็จะมาด้วยเรื่องปวดท้องอย่างฉับพลันได้

หน้าที่ของรังไข่

รังไข่ ถือว่าเป็น อวัยวะเพศอย่างหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งมีขนาดโดยทั่วไปประมาณ 2-3 ซ.ม. ตำแหน่งของรังไข่จะอยู่ข้างปีกมดลูกทั้งสองข้าง

รังไข่จะมีหน้าที่หลัก 2 อย่าง คือ

  1. การผลิตไข่ ซึ่งจะมีมาผสมกับเชื้อของเพศชาย กลายเป็นตัวอ่อน ไข่ฝังตัวอยู่ในโพรงมดลูก
  2. การผลิตฮอร์โมนเพศหญิง ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของผู้หญิง

มะเร็งรังไข่ คืออะไร?

ความน่ากลัวของมะเร็งรังไข่ก็คือ เรามักจะเจอมะเร็งรังไข่ในระยะท้าย ๆ ระยะต้น ๆ เรามักจะไม่ค่อยเจอ เพราะว่า มะเร็งรังไข่ส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มเป็น มักจะไม่ค่อยมีอาการ และมะเร็งรังไข่ ถือว่าเป็นอัตราการเสียชีวิตมากที่สุดของมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ผู้หญิง 

จุดหรือบริเวณที่เกิดมะเร็งรังไข่ มักจะพบ 3 จุดด้วยกันคือ

  1. มะเร็งเยื่อบุผิวรังไข่ (Epithelial Tumors) จุดเริ่มต้นที่เซลล์เยื่อบุผิวรังไข่และช่องท้อง เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 90% ของมะเร็งรังไข่
  2. มะเร็งฟองไข่ (Germ Cell Tumors) จุดเริ่มต้นของก้อนเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์สืบพันธุ์ต้นกำเนิด พบได้ร้อยละ 5-10 ของมะเร็งรังไข่ มักพบในผู้หญิงอายุต่ำกว่า 20 ปี
  3. มะเร็งเนื้อรังไข่ (Sex Cord-Stromal Tumors) จุดเริ่มต้นที่เนื้อเยื่อเกี่ยวกันของรังไข่ ซึ่งผลิตฮอร์โมนเพศหญิง โอกาสพบน้อยมาก

อาการของมะเร็งรังไข่

  • ท้องอืดเป็นประจำ
  • เบื่ออาหาร ผอมแห้ง น้ำหนักลด
  • เกิดอาการแน่นหรือปวดท้อง เนื่องจากมีก้อนในช่องท้องหรือช่องเชิงกราน
  • ในบางรายอาจไม่มีการแสดงอาการเลย แพทย์อาจตรวจพบโดยบังเอิญว่ามีก้อนในท้องน้อย
  • ปวดถ่วง ถ่ายอุจจาระไม่สะดวกหรือลำบาก เนื่องจากอาจมีก้อนเนื้ออาจกดเบียดลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
  • ถ่ายปัสสาวะบ่อยและขัด ในกรณีที่ก้อนมะเร็งโตขึ้นเบียดกระเพาะปัสสาวะ
  • ท้องโตขึ้นกว่าเดิม ดูเหมือนอ้วนขึ้น เนื่องจากเซลล์มะเร็งมีการกระจายไปในช่องท้อง จึงอาจทำให้เกิดมีน้ำในช่องท้อง
  • มีประจำเดือนมาผิดปกติ
  • มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น มีเสียงห้าว มีหนวด หรือขนขึ้นตามลำตัวคล้ายผู้ชายได้ (เนื่องจากผลของมะเร็งรังไข่ที่ทำให้ร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนที่ผิดปกติไป)

การตรวจหามะเร็งรังไข่

  1. ตรวจภายใน (Pelvic Exam) : ตรวจบริเวณช่องท้องและช่องเชิงกรานเพื่อหาก้อน มีการนำเทคโนโลยีการถ่ายภาพเข้ามาช่วยให้การตรวจละเอียดชัดเจนขึ้น
  2. ตรวจโดยใช้หัวตรวจชนิดเรียวยาวใส่เข้าไปในช่องคลอด (Transvaginal ultrasound) เพื่อดูมดลูก และสิ่งผิดปกติที่อยู่หลังมดลูก
  3. ตรวจ CA-125 : หากระดับ CA-125 สูงเกินปกติ อาจบ่งชี้ถึงการเป็นมะเร็งรังไข่ (ต้องทำการตรวจเพิ่มเติม)
  4. ซีทีสแกน (CT scan)
  5. เอกซเรย์ทางเดินอาหาร (Barium enema) ด้วยการสวนสารทึบรังสีทางทวาร
  6. เอกซเรย์ดูไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ (Intravenous pyelogram)
  7. ตัดชิ้นเนื้อ (Biosy) เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

สาเหตุของการเกิดมะเร็งรังไข่

จริงๆ แล้ว มะเร็งรังไข่ ถือว่าเป็นโรคที่ยังหาสาเหตุของการเกิดไม่ได้ แต่จากข้อมูลของผู้ป่วยที่ผ่านมา มีสถิติของความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ดังนี้

  1. ผู้ป่วย 2 ใน 3  มีอายุเฉลี่ย 55 ปี หรือมากกว่า
  2. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มี แม่ พี่สาวน้องสาว ยาย ป้า หรือน้า เป็นมะเร็งรังไข่ จะมีความเสี่ยงการเป็นมะเร็งรังไข่สูงขึ้น
  3. ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม (Genetic Mutations) 1 ใน 2 ยีนมะเร็งเต้านม BRCA1 และ BRCA2 มีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งรังไข่สูงขึ้น
  4. ผู้ที่ป่วยเป็น มะเร็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการพัฒนาเป็นมะเร็งรังไข่ได้
  5. ผู้ที่มีบุตรหลายคน มีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่มากกว่า ผู้หญิงที่มีบุตรน้อยคน และผู้ที่มีบุตรก่อนอายุ 30 ปี มีความเสี่ยงน้อยกว่าผู้ที่มีบุตรหลังอายุ 30 ปี
  6. ผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วน (มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ที่ 30 หรือสูงกว่า) อาจมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่มากขึ้น

การรักษามะเร็งรังไข่

การผ่าตัด – อาจมีการผ่าตัดตั้งแต่แรกเพื่อดูระยะหรือการลุกลามของมะเร็ง ในกรณีผ่าตัดเพื่อการรักษา แพทย์จะตัดเนื้องอกออกให้มากที่สุดโดยจะพยายามให้เหลือเนื้องอกขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร ซึ่งการผ่าตัดส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก และจะเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยยังต้องการมีบุตรอีก แพทย์จะตัดเอาเฉพาะรังไข่และท่อนำไข่ด้านที่เป็นมะเร็งออก การให้เคมีบำบัดและรังสีรักษาจะใช้เมื่อมีการกลับมาเป็นซ้ำหลังจากผ่าตัด

หลังจากรักษาต้องนัดตรวจติดตามอย่างน้อยทุก 6 เดือนสำหรับช่วง 5 ปีแรก นอกจากนี้ ถ้าตรวจพบว่ามีการลุกลามของมะเร็งออกนอกรังไข่ตั้งแต่การตรวจพบมะเร็งครั้งแรก แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาส่วนที่เป็นมะเร็งออกให้มากที่สุด ถ้ามะเร็งกระจายไปตามผนังช่องท้องหรืออวัยวะอื่นหลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องได้รับยาเคมีบำบัด แต่ถ้ายังไม่มีการกระจายไปส่วนดังกล่าว หลังผ่าตัดผู้ป่วยต้องตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด

รังสีรักษา – มีทั้งการฉายรังสีจากภายนอกร่างกายและการฝังแร่ในร่างกาย การพิจารณาวิธีการรักษาขึ้นกับระยะของโรคและชนิดของมะเร็ง

ยาเคมีบำบัด – สำหรับมะเร็งรังไข่จะให้ยาเคมีทางช่องที่มีอวัยวะภายในช่องท้อง (peritoneal cavity) การพิจารณาวิธีการรักษาขึ้นกับระยะและชนิดของมะเร็ง

การป้องกันการเกิดมะเร็งรังไข่

เนื่องจากมะเร็งรังไข่ยังเป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ การป้องกันที่ดีก็คือ ควรตรวจเช็คสุขภาพตามระยะที่เหมาะสม ซึ่งหากพบในระยะแรก การรักษาจะสามารถรักษาให้หายขาดได้

 

คลิปสรุปเหตุการณ์ความวุ่นวายและความขัดแย้งใน ABAC ว่าเกิดจากอะไร?

สำหรับช่วงนี้ที่หลายคนได้ทราบข่าวเรื่องของความวุ่นวายและความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญหรือเอแบค ทำให้หลายคนสงสัยถึงต้นสายปลายเหตุหรือที่มาของความขัดแย้งที่มีแนวโน้มจะลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ Zcooby ขอนำคลิปที่ช่วยอธิบายให้คุณได้เห็นต้นเหตุของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตอนนี้

โดยคลิปวีดีโอนี้มีการทำขึ้นมาทั้งหมด 4 ตอน จัดทำขึ้นโดย AU Public Relations Center ได้ทำคลิปที่มีชื่อว่า “หยุดทำร้าย ABAC” โดยมีทั้งหมด 4 ตอน และได้อัพโหลดขึ้น Youtube โดยได้อธิบายถึงต้นเหตุของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในคลิป 4 คลิปนี้

หมายเหตุ คลิปนี้อาจจะมีอายุอยู่ไม่นาน เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับบุคคลหลายคน (แต่ทางผู้จัดทำ มิได้ระบุชื่อของแต่ละบุคคลโดยตรง เพียงแต่ใช้นามสมมุติครับ)

อยากให้คุณลองดูแล้วลองพิจารณาว่า ข้อเท็จจริงในคลิปนั้น เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนครับ โดยทาง Zcooby มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งครับ

คลิปสรุปเหตุการณ์ความวุ่นวายและความขัดแย้งใน ABAC ว่าเกิดจากอะไร?

ย้อนรอยคดีแพรวา สาวซีวิคชนรถตู้ตกโทลเวย์ 27 ธันวาคม 2553

หลังจากที่วันนี้ (26 พฤศจิกายน 2558) ทางศาลแพงได้สั่งให้แพรวา สาวขับรถซีวิคชนรถตู้บนทางด่วนโทลเวย์เมื่อ 5 ปีก่อน ให้ชดใชเงิน 30 ล้านบาทให้กับญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ วันนี้ Zcooby ขอย้อนรอยคดีนี้ เพื่อให้หลายๆ ท่านที่อาจจะไม่ทราบความเป็นมาของเหตุการณ์นี้ได้ทราบกันนะครับ

จุดเริ่มต้นของคดีนี้

ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลาประมาณ 21:00 ได้เกิดเหตุรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งขับโด นางสาวอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งขับมาด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้าชนท้ายรถตู้สาธารณะซึ่งมีผู้โดยสารจำนวน 14 คนเต็มคันรถ ซึ่งเดินทางมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี (ปลายทางคือ สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต) โดยผู้โดยสารส่วนมากเป็นนักศึกษา และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่เลิกเรียนและเลิกงาน จะเดินทางกลับภูมิลำเนา ก่อนวันหยุดยาวช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่

โดยจุดที่ชนนั้นอยู่ตรงบริเวณทางยกระดับอุตราภิมุข ซึ่งอยู่สูงยี่สิบเมตรเหนือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดต่อกับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และบริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ในขณะที่เกิดการชนกันนั้น หลังรถยนต์นั่งส่วนบุคคลพุ่งเข้าชนท้ายรถตู้ เป็นเหตุให้รถตู้เสียหลัก พลิกคว่ำไปชนขอบกั้นคอนกรีต ของทางยกระดับอุตราภิมุข และฟาดกับเสาไฟฟ้า ก่อนคว่ำลงกับพื้นในลักษณะตะแคง กระจกแตก และประตูเปิดออ แรงเหวี่ยงส่งผลให้ผู้โดยสารบางส่วนกระเด็นจากรถ กระแทกพื้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 บางส่วนปลิวตกลงไปในคลองหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีคนหนึ่งกระเด็นไปกระแทกสะพานลอย ใต้ทางยกระดับอุตราภิมุขจนเสียชีวิต โดยที่ศพเกี่ยวห้อยคาอยู่บนราวสะพานในที่นั้น ขณะที่อีกส่วนยังอยู่ในรถตู้

เวลา 21:41 น. คณะสืบสวนของพันตำรวจโท ฉัตรชัย พบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลฮอนด้า รุ่นซีวิคสีขาว คันที่ก่อเหตุจอดอยู่กลางถนน สภาพหน้ารถพังยับเยินและล้อหลุด ส่วนผู้ขับขี่สอบถามทราบชื่อว่า อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา กำลังยืนพิงขอบทางยกระดับอุตราภิมุขบริเวณข้างตัวรถ ขณะที่ใช้โทรศัพท์มือถือแบล็กเบอร์รีและพบรถตู้ที่ประสบเหตุกำลังพลิกคว่ำ สภาพท้ายรถพังยับเยิน นอกจากนี้ ยังพบศพผู้เสียชีวิตกระจายเกลื่อนอยู่บนทางคู่ขนาน ตั้งแต่ช่วงหน้าสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มาถึงประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับได้ทั้งหมด 8 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บมีจำนวน 7 คน รวมทั้งอรชรด้วย เจ้าหน้าที่และพลเมืองดี ช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลวิภาวดีที่อยู่ใกล้เคียง ต่อมาจันจิรา ซิมกระโทก ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุนี้ เสียชีวิตลงอีกรายหนึ่ง

โดยสรุปเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 9 คน และบาดเจ็บ 6 คน

มุมมองของสังคมออนไลน์ต่อคดีนี้

อุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นเหตุให้สังคมออนไลน์ พากันวิพากษ์วิจารณ์อรชร อย่างกว้างขวางไปในทางลบ โดยบางกลุ่มในจำนวนดังกล่าวเรียกร้องให้ภาครัฐ ดำเนินกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้ อย่างโปร่งใสและเป็นกลาง

เนื่องจากอรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา (แพรวา) ผู้ก่อเหตุ นั้นเป็นบุตรของ พันเอกรัฐชัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา อีกทั้งยังเป็นน้องสาวของ ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา นักแสดงวัยรุ่น รวมทั้งเป็นหลานของ วรัญญู เทพหัสดิน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยรักไทย และ กนก เทพหัสดิน ณ อยุธยา เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี

และอีกประเด็นก็คือ อรชร เทพหัสดิน ณ อยุธยา มีอายุเพียงสิบเจ็ดปี ย่อมปรากฏชัดว่า ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ซึ่งจะออกให้สำหรับบุคคลอายุสิบแปดปีขึ้นไปเท่านั้น

และผลจากอุบัติเหตุครั้งนี้ ส่งผลให้ภาครัฐพิจารณาออกกฎหมาย บังคับให้ผู้โดยสารรถสาธารณะ ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกคนด้วย

หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ จะช่วยเตือนความทรงจำของเราที่จะไม่ประมาทในการใช้รถใช้ถนนนะครับ

 

เปิดแอร์นอนในรถ ทำไมถึงเสียชีวิตได้?

หลังจากที่มีข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตเนื่องจากการจอดรถเปิดแอร์นอนในรถ ทำให้หลายคนสงสัยว่า ทำไมถึงเสียชีวิตได้ และวิธีการป้องกันควรจะทำอย่างไรดี?

หากคุณเคยสังเกต จะพบว่า ทำไมเวลาที่รถติดไฟแดงเป็นเวลาหลายชั่วโมง เราผู้ขับหรือผู้โดยสารในรถมักจะเริ่มมีอาการปวดหัว และรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งมาจากการที่เราได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์โดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นถ้าหากเราติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์นอนในรถแล้ว อาจมีอันตรายถึงชีวิตโดยไม่รู้ตัว

พล.ต.ต. นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เผยว่า ผลชันสูตรศพของผู้ที่เสียชีวิตจากการนอนหลับในรถยนต์ส่วนใหญ่นั้นจะมีปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ในเลือดสูงมาก และเลือดเป็นสีชมพู ซึ่งเรียกว่า “เชอร์รีพิงค์” ทำให้สภาพศพของผู้ตายเป็นสีแดงชมพูทั้งตัว สาเหตุเพราะร่างกายมีปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มากเกินปกติ

Camera 360
Camera 360

ทำไมเมื่อเปิดแอร์นอนในรถ ถึงเสียชีวิตได้

 

การเปิดแอร์นอนเพื่อพักผ่อนนั้น เป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม

เพราะในขณะที่เราสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ปิดกระจกมิดชิด และเอนเบาะนอนนั้น เท่ากับเป็นการนอนดมก๊าซพิษในรถ

โดยที่ก๊าซพิษเหล่านั้นจะไหลเวียนมาจากระบบแอร์ของรถยนต์ ที่มีการดูดอากาศจากภายนอก มาหมุนเวียนภายในรถ และจะดูดเอาควันจากท่อไอเสียรถยนต์เข้ามาด้วย

นั่นหมายความว่า ร่างกายจะสะสมทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งถ้าหากติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์นอนในสถานที่ปิด เช่น ลานจอดรถบนอาคาร ก็จะยิ่งทำให้เรามีโอกาสเสียชีวิตมากขึ้นกว่าเดิมอีก เนื่องจากมีปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้ามาภายในรถ

สาเหตุของการเสียชีวิต

อันตรายของการสูดดมก๊าซคาร์บอนไซด์ขณะนอนเปิดแอร์ในรถก็คือ หากมีการสะสมก๊าซชนิดนี้ในร่างกายปริมาณมาก จะส่งผลให้ระดับฮีโมโกลบินในร่างกายของเราให้ลดต่ำลงด้วย เราจะเกิดอาการระคายเคือง ปวดศีรษะ เซื่องซึม เคลิบเคลิ้ม สั่นกระตุก หายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดปกติ และมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกด้วยเช่นกัน  สาเหตุการเสียชีวิตในรถยนต์มี 2 สาเหตุหลัก คือ

  1. ขาดอากาศหายใจแล้วเสียชีวิต
  2. ร่างกายเกิดภาวะฮีทสโตรก (Heat stroke) หรือโรคลมแดด เพราะร่างกายได้รับความร้อนเกินไป

ขาดอากาศหายใจแล้วเสียชีวิต – เกิดจากการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ซึ่งโดยปกติแล้วห้องโดยสารรถยนต์จะมียางขอบประตู 2 ชั้น ป้องกันกลิ่นและเสียงเข้ามาในรถ ส่งผลให้ห้องโดยสารภายในถูกตัดขาดจากอากาศภายนอกโดยสิ้นเชิง จึงมีออกซิเจนในปริมาณที่จำกัด หากเราติดเครื่องยนต์นอนในรถยนต์โดยที่ไม่มีอากาศหมุนเวียนภายในเลย ปริมาณออกซิเจนก็จะยิ่งน้อยลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากกระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์จะอาศัยออกซิเจนเป็นตัวเผาไหม้ เวลาดึงออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการเผาไหม้แล้ว ออกซิเจนในรถยนต์ก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันกระบวนการเผาไหม้ก๊าซคาร์บอนจะปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกมา ทำให้คนที่นอนอยู่ในรถขาดอากาศหายใจ แล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ร่างกายเกิดภาวะฮีทสโตรก (Heat stroke) หรือโรคลมแดด – เป็นผลมาจากการนอนในรถที่จอดรถกลางแดดแรงจัด ร่างกายได้รับความร้อนสูง จากรังสีคลื่นยาวที่ถูกบล็อกไม่ให้สะท้อนกลับออกไป ทำให้ภายในห้องโดยสารมีความร้อนอบอวลอยู่สูงถึงประมาณ 800 วัตต์ต่อตารางเมตร โดยที่อากาศภายในรถยนต์จะมีอุณหภูมิสูงมากกว่าภายนอกถึง 20 องศาเซลเซียส แน่นอนว่า เราไม่สามารถทนความร้อนได้สูงขนาดนั้น เพราะอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะการขาดน้ำ โดยเฉพาะร่างกายของเด็กจะรับเอาไอความร้อนมากกว่าผู้ใหญ่ประมาณ 3-5 เท่า และสามารถเสียชีวิตภายในเวลา 30 นาที

แล้วเราจะเปิดแอร์นอนในรถอย่างไรให้ปลอดภัย

1. เปิดกระจกรถยนต์ หรือปรับโหมดเครื่องปรับอากาศรับอากาศภายนอกเข้ามา

2. ควรหาที่จอดในที่โล่ง และแง้มกระจกเล็กน้อย พอให้มือลอดเข้ามาไม่ได้

3. หมั่นเช็กขอบยางของประตูหน้าต่างรถว่าเสื่อมสภาพแล้วหรือยัง

4. ปรับโหมดเครื่องปรับอากาศบ้าง เพื่อกระตุ้นให้ไฟฟ้าทำงาน

5. หากร่างกายของเราเจ็บป่วย อ่อนเพลีย และเมามาก ควรหลีกเลี่ยงการนอนหลับในรถ

6. กรณีที่รถจอดติดนาน ๆ ก๊าซก็อาจจะไหลเข้ามาในรถได้ทำให้เรารู้สึกง่วงนอน ดังนั้นควรเปิดกระจกระบายอากาศบ้าง

บังยี คือใคร? พร้อมประวัติและผลงานของ บังยี วรวีร์ มะกูดี

“บังยี” คงเป็นชื่อที่หลายคนอาจจะได้ยินกันบ่อยในช่วงนี้ จากข่าวที่ทางฟีฟ่า สั่งบังยีห้ามยุ่งบอลไทย-เทศ เป็นเวลา 90 วัน หากคนที่ไม่ได้สนใจแวดวงกีฬาฟุตบอล อาจจะไม่รู้จักว่าเขาคือใคร วันนี้ Zcooby ขอแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับบังยี พร้อมประวัติและผลงานที่น่าสนใจของบุคคลท่านนี้ครับ

บังยี คือใคร

บังยี คือใคร?

บังยี หรือ วรวีร์ มะกูดี เป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คนที่ 15 โดยเป็นชาวไทยมุสลิมคนแรก โดยดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเป็นวาระที่ 4  และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย

ชื่อของบังยีเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558 คณะกรรมการควบคุมวินัยและจริยธรรมของสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (ฟีฟ่า) ได้มีการลงโทษนายวรวีร์ เนื่องจากคดีทุจริตภายในองค์กร โดยห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศชั่วคราวเป็นระยะเวลา 90 วัน

ประวัติบังยี

วรวีร์ มะกูดี หรือ “บังยี” เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 (ปัจจุบันอายุ 63 ปี) ในด้านการศึกษา จบการศึกษาชั้นมัธยม จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ และเริ่มสนใจการแข่งขันฟุตบอล โดยตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียน ได้รับคัดเลือกเข้าสู่ทีมของโรงเรียน รวมถึงผ่านการคัดเลือก เป็นนักฟุตบอลของสโมสรมุสลิม ตั้งแต่ชุดเยาวชนจนถึงชุดใหญ่ และลงแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ง และ ค ตามลำดับ ต่อมาย้ายสังกัดไปยังสโมสรฟุตบอลธนาคารกรุงเทพ และได้เลื่อนชั้นขึ้นไปแข่งในฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ข และ ก ตามลำดับ

จากนั้นเดินทางไปศึกษาต่อ ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติคูเวต โดยทุนของรัฐบาลคูเวต และได้รับคัดเลือกเข้าร่วมทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัย จนกระทั่งจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จึงเลิกเล่นฟุตบอล

ในด้านชีวิตครอบครัว นายวรวีร์สมรสกับสุมิตรา (นามสกุลเดิม: มาเรียม) เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2526 มีบุตรชายด้วยกัน 2 คนคือ สุรวุฒิ (ป้อง) และ ศศินทร์ (ปอม)

ผลงานของบังยีในด้านต่างๆ

วงการฟุตบอล

วรวีร์กลับมาในวงการฟุตบอลอีกครั้ง ด้วยไปเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลตำรวจดับเพลิง ในระดับถ้วยพระราชทานประเภท ข ประมาณ 2 ปี ก่อนจะทำการก่อตั้ง รวมถึงเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลโรงเรียนหนองจอกพิทยานุสรณ์ (เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2532) และสโมสรฟุตบอลโรงเรียนศาสนวิทยา (เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2535) จนกระทั่งเลื่อนชั้นขึ้นไปแข่งในฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก

ในสมัยที่ พลตำรวจโท ชลอ เกิดเทศ เป็นนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มีการติดต่อทาบทามวรวีร์ ให้เข้ามาเป็นรองเลขาธิการสมาคมฯ เป็นตำแหน่งแรก เพื่อช่วยเหลืองานกับวิจิตร เกตุแก้ว เลขาธิการสมาคมฯ ในชุดนั้น หลังจาก พลตำรวจโท ชลอ พ้นจากตำแหน่งนายกสมาคมฯ เมื่อปี พ.ศ. 2538 วิจิตรก็ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน พร้อมกันนั้น วรวีร์ก็เลื่อนขึ้นเป็นเลขาธิการสมาคมฯ โดยอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว เป็นเวลา 12 ปี ก่อนที่วิจิตรจะลาออกเมื่อปี พ.ศ. 2550 และจากนั้น สภากรรมการสมาคมฟุตบอลฯ ลงมติเลือกวรวีร์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ เป็นคนที่ 15 และต่อเนื่องเป็นวาระที่ 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับการดำรงตำแหน่งระดับนานาชาตินั้น วรวีร์เป็นสมาชิกผู้บริหาร (Executive member) ของสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (FIFA) และกรรมการบริหารชาติสมาชิก (Executive committee member) ของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) โดยตำแหน่ง โดยทั้งสองนั้น เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน[6] ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 วรวีร์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นประธานสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) โดยมีการประชุมสมาชิกของสมาพันธ์ เพื่อลงคะแนนเลือกตั้งที่ประเทศมาเลเซีย แต่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า เชค ซัลมาน บิน อิบราฮิม อัล-คอลิฟะห์ จากประเทศบาห์เรนชนะ ซึ่งมีกระแสข่าวว่า เชค อะห์หมัด อัล-ฟาฮัด อัล-อะห์เหม็ด อัล-ซาบะห์ ประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย ให้การสนับสนุน ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด จึงเข้าเป็นประธานเอเอฟซีดังกล่าว

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558 คณะกรรมการควบคุมวินัยและจริยธรรมของสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ ได้มีการลงโทษนายวรวีร์ เนื่องจากคดีทุจริตภายในองค์กร โดยห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศชั่วคราวเป็นระยะเวลา 90 วัน [10]

ประวัติการทำงาน

พ.ศ. 2543 – ผู้แทนสันถวไมตรีด้านกีฬาของประเทศไทย จากกระทรวงการต่างประเทศ
พ.ศ. 2545 –ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย
พ.ศ. 2551 – ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 13 บุคคลกีฬาแห่งปี ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย และวันที่ 7 ธันวาคม รับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย
พ.ศ. 2552 – สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย เลือก นายวรวีร์ มะกูดี เป็น 1 ใน 10 บุคคลกีฬาที่น่าสนใจ ประจำปี 2551 พร้อมตั้งฉายา “นักรบสิบทิศ”
พ.ศ. 2553 – สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย เลือก นายวรวีร์ มะกูดี เป็น 1 ใน 10 บุคคลกีฬาที่น่าสนใจ ประจำปี 2552 พร้อมตั้งฉายา “9 ที่พลาด” และในวันที่ 14 กันยายน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย
พ.ศ. 2554 – สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย เลือก นายวรวีร์ มะกูดี เป็น 1 ใน 10 บุคคลกีฬาที่น่าสนใจ ประจำปี 2553 พร้อมตั้งฉายา “ฟีฟ่าฝ่ามรสุม”
พ.ศ. 2555 – สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย เลือก นายวรวีร์ มะกูดี เป็น 1 ใน 10 บุคคลกีฬาที่น่าสนใจ ประจำปี 2554 พร้อมตั้งฉายา “ยีเอาอยู่”
พ.ศ. 2556 –  สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย เลือก นายวรวีร์ มะกูดี เป็น 1 ใน 10 บุคคลกีฬาที่น่าสนใจ ประจำปี 2555 พร้อมตั้งฉายา “อะไรๆ ก็ยี”

งานด้านการเมือง

วรวีร์ มะกูดี เคยได้รับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ได้คะแนน 3,358 เสียง เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ก่อนจะเข้าทำงานการเมืองร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 และต่อมาย้ายสังกัดพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2547 ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อไทย และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรค เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 จากนั้น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนการค้าไทย ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อุยกูร์ คือใคร? สาเหตุที่ผู้ประท้วงโจมตีสถานกงสุลไทยในตุรกี

ชื่อของ “อุยกูร์” เป็นชื่อที่หลายคนได้ยิน ในช่วงที่มีเหตุการณ์กลุ่มผู้ประท้วงชาวตุรกีได้บุกโจมตีสถานกงสุลไทยในตรุกี จนต้องมีการประกาศมิให้คนไทยเดินทางไปตุรกีในช่วงนี้เพื่อความปลอดภัย วันนี้ Zcooby ขอเล่าเรื่องของอุยกูร์ พร้อมทั้งสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในตุรกีครับ

อุยกูร์

อุยกูร์ คือใคร?

อุยกูร์ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่เป็นชาวมุสลิมกลุ่มใหญ่ในภาคตะวันตกของจีน (เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ) มีประชากรทั้งสิ้น 8,399,393 คน จากประชากรชาวอุยกูร์ 11 ล้านคนทั่วโลกและเป็นชนกลุ่มใหญ่ในเขตปกครองตนเองมณฑลซินเกียง

นอกจากนี้ยังมีชาวอุยกูร์ในเอเชียกลางและชุมชนชาวอุยกูร์ในเมืองใหญ่ๆทั่วโลกเช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซิดนีย์ วอชิงตัน โตเกียว อิสตันบุลและมิวนิค

ชาวอุยกูร์นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนหนี่และซูฟี ส่วนภาษาอุยกูร์เป็นภาษาหนึ่งในตระกูลอัลตาอิก เนื่องจากศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากชาวฮั่น ทำให้บางครั้งเกิดการกระทบกระทั่งกับชาวฮั่นและมีการเรียกร้องเอกราชในนามของเตอร์กิสถานตะวันออก

ซิงเจียงอุยกูร์

เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (อุยกูร์: شىنجاڭ ئۇيغۇر ئاپتونوم رايونى-; จีน: 新疆维吾尔自治区) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีขนาดประมาณ 1/6 ของพื้นที่ทั้งประเทศ นับเป็นพื้นที่เขตปกครองที่ใหญ่ที่สุดของจีน

สาเหตุที่ผู้ประท้วงโจมตีสถานกงสุลไทยในตุรกี (สรุป)

เพื่อให้คุณได้เห็นภาพและเข้าใจได้มากขึ้น ขออนุญาตสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

  • ชาวอุยกูร์ อยู่ในเมืองซินเจียงของประเทศจีนประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์
  • มีการกล่าวหาว่า ทางการจีนดำเนินนโยบายปราบปรามชาวอุยกูร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา การค้าและวัฒนธรรม
  • ทำให้ชาวอุยกูร์บางส่วนอพยพไปอยู่ประเทศอื่น เพื่อหนีการกดขี่จากทางการจีน
  • เมื่อปี 2557 ทางการไทยมีการพบผู้อพยพอุยกูร์ โดยทางผู้อพยพได้แจ้งว่า ขอให้ส่งพวกเขากลับไปตรุกี
  • ทางการไทยจึงให้ทางสถานทูตจีนมาทำการพิสูจน์สัญชาติว่า เป็นผู้อพยพชาวอุยกูร์ที่มาจากจีนหรือไม่?
  • ทางการจีนเชื่อว่า ผู้อพยพกลุ่มนี้หนีมาจากจีน
  • รัฐบาลตุรกีได้แสดงท่าทีพร้อมจะรับผู้อพยพชาวอุยกูร์ และได้แจ้งอย่างเป็นทางการมาถึงรัฐบาลไทย ให้ส่งชาวอุยกูร์ที่หลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย ไปยังตุรกี
  • ทางรัฐบาลตรุกีแนะนำว่า ไม่ควรส่งกลับไปจีน ซึ่งพวกเขาอาจจะเผชิญกับเหตุรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • ทางไทยจึงส่งผู้อพยพนี้ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นสตรีและเด็ก ส่งไปยังตุรกี
  • ส่วนกลุ่มที่สอง ส่งกลับจีน
  • จึงเป็นสาเหตุที่ชาวตุรกีบุกโจมตีสถานกงสุลไทยในเมืองอิสตันบูล เนื่องจากไม่พอใจทางการไทย ที่ส่งผู้ลี้ภัยอุยกูร์กลับจีน

 

 

คลิปเฉลย”ไฟปริศนา”ไหม้บ้านที่พัทลุง รู้สาเหตุแล้ว!!

หลังจากที่มีเหตุการณ์ “ไฟปริศนา” ที่อยู่ดีๆ ก็ไหม้ข้าวของต่างๆ ในบ้านหลังหนึ่งที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งก่อนหน้านี้หลายหน่วยงานก็พยายามหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วันนี้ Zcooby ขอนำคลิปเฉลยเรื่อง “ไฟปริศนา”  ที่ทำให้เกิดไฟไหม้ข้าวของมากกว่า 200 ครั้งแล้ว ซึ่งในคลิปปรากฎว่า “เป็นฝีมือของคน” ครับ

คลิปเฉลยไฟไหม้พัทลุง

สำหรับเหตุไฟไหม้ปริศนานับร้อยครั้งในรอบเดือน ที่บ้านของ นายล้อม ศักดิ์หวาน ในพื้นที่ อ.ตะโหนด อ.ตะโหนด จ.พัทลุง ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายต่างก็ได้พยายามตรวจสอบหาสาเหตุไฟไหม้อย่างละเอียด ทั้งยังลงพื้นที่เฝ้าสังเกตการณ์ ก่อนจะพบสิ่งที่น่าแปลกคือ ก่อนเกิดการลุกไหม้ เด็กหญิงปราย วัย 2 ขวบ ซึ่งเป็นหลานของ นายล้อม จะรู้ก่อนทุกครั้ง

โดยเหตุการณ์ในคลิปถูกนำเสนอในช่วงระยะเวลาไม่ถึง 1 นาที ที่ทางโทรทัศน์ช่อง 8 ได้บันทึกภาพเอาไว้ได้ ซึ่งคลิปนี้น่าจะเป็นคำตอบของข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้

คลิปเฉลยสาเหตุ “ไฟปริศนา”ไหม้บ้านที่พัทลุง

หากคุณต้องการดูแบบตั้งใจ ผมแนะนำให้คุณเริ่มดูคลิปนี้ตั้งแต่นาทีที่ 5:30 เป็นต้นไปครับ แล้วลองลำดับเหตุการณ์ดังนี้นะครับ

นาทีที่ 5:30 – ให้สังเกตพฤติกรรมของผู้หญิงเสื้อดำในคลิปที่อยู่ใกล้โทรทัศน์มากที่สุด

นาทีที่ 5:40 – ผู้หญิงเสื้อดำเอาผ้าที่พาดไหล่ วางกองๆ ไว้ข้างๆ ตัว เริ่มมองซ้ายมองขวา หยิบผ้ากลับขึ้นมา

นาทีที่ 5:50 – ผู้หญิงเสื้อดำเอามือซ้ายซุกกองผ้าห่มที่อยู่ข้างๆ

นาทีที่ 5:55 – ผู้หญิงเสื้อดำลุกขึ้นจากที่เดินไปยังห้องทางซ้าย

นาทีที่ 6:10 – ผู้หญิงเสื้อดำเรียกให้เด็ก 2 ขวบมาชี้จุดที่จะเกิดไฟไหม้

นาทีที่ 6:10 – ชาวบ้านแห่กันมาดับไฟ

แม้ชาวบ้านบางส่วนอาจจะไม่เชื่อว่านี่คือต้นเหตุของ “ไฟปริศนา” และคิดว่า แค่เพียงคลิปนี้คลิปเดียวจะพิสูจน์เหตุการไฟไหม้ทั้งหมดไม่ได้ แต่นักวิชาการก็ให้ความเห็นอย่างนึงที่น่าสนใจว่า

“ทำไมเหตุการณ์ไฟปริศนาจึงไม่เกิดขึ้นตอนกลางคืนที่ทุกคนนอนหลับแล้ว”

หากคุณดูคลิปในช่วงนี้แบบตั้งใจ คุณจะได้รับคำตอบครับ

ยังไงก็รอการแจ้งจากทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันอีกทีนะครับ

ฮีทสโตรก (Heat Stroke) คืออะไร? ภัยร้ายที่มากับช่วงอากาศร้อนมากๆ

ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาอากาศร้อน โดยอุณหภูมิที่สูงกว่า 40 องศา ส่งผลให้หลายคนเป็นฮีทสโตรก บางรายอาการร้ายแรงจนกระทั่งเสียชีวิต หลายคนอาจจะสงสัยว่า ฮีทสโตรกคืออะไร?, สาเหตุ,อาการ, และวิธีการป้องกัน วันนี้ Zcooby จะขอนำความรู้เรื่องนี้มาแชร์นะครับ

ฮีทสโตรก

 

ฮีทสโตรก (Heat Stroke) คืออะไร?

โรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดดในช่วงหน้าร้อน เป็นภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว หรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกาย สาเหตุของการเกิดฮีทสโตรก เกิดจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน อบอ้าว

ลักษณะอาการของผู้ที่เป็นฮีทสโตรก จะมีอาการปวดศีรษะ หน้ามืด ชัก ไม่รู้สึกตัว ช็อก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

บุคคลที่มีความเสี่ยงในการเป็นฮีทสโตรก

  1. บุคคลที่ทำงาน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  2. เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี
  3. ผู้สูงอายุ
  4. คนอ้วน หรือผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
  5. ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  6. ผู้ที่อดนอน,นอนน้อย

วิธีการป้องกันฮีทสโตรก

  1. สวมใส่เสื้อผ้าบาง สีอ่อน ระบายความร้อนได้ดี
  2. ควรอยู่ภายในบ้าน ใต้ร่มไม้ ลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  3. สวมหมวกปีกกว้าง สวมแว่นกันแดด
  4. ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพื่อชดเชยการเสียน้ำเนื่องจากเหงื่อออก และปรับอุณหภูมิร่างกายให้คงที่
  5. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอลล์
  6. อย่าปล่อยให้เด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงอยู่ในที่จอดรถกลางแจ้ง

ถ้าอย่างไรก็ตาม ดูแลสุขภาพให้ดีนะครับ