โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) คือใคร? พร้อมประวัติและผลงาน

By | March 4, 2015

โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) อาจจะเป็นชื่อที่หลายคนสงสัยว่าคือใคร? วันนี้ Zcooby ขอนำเอาประวัติและผลงานที่น่าสนใจของบุคคลท่านนี้มาแบ่งปันให้ทราบกันนะครับ

โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) คือใคร?

โมโมฟุกุ อันโด เป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่โอนสัญชาติมาจากใต้หวัน เป็นที่รู้จักไปทั้งโลกในฐานะเป็นผู้คิดค้น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” (Instant Noodles) และ “บะหมี่ถ้วย” (Cup Noodles) ที่คนส่วนใหญ่รู้จักและหลายคนได้เคยรับประทานกันอยู่บ่อย วันนี้ (5 มีนาคม 2558) ถือว่าเป็นวันครบรอบวันเกิดครบ 105 ปีครับ

ประวัติของโมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando)

เขาเกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1910 ที่เกาะไต้หวัน โดยมีชื่อเดิมว่า “เหว่ย ไป่ฟู๋” โดยในช่วงปี 1933 เขาเริ่มก่อตั้งบริษัทกิจการเครื่องนุ่งห่ม โดยมีอายุเพียง 22 ปี ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น หลังจากนั้น เขาจึงเดินทางมาโอซาก้าเพื่อต้องการขยายตลาดและเซ้งร้านขายของชำต่อจากญาติ สักพักเขาก็เปลี่ยนมาถือสัญชาติญี่ปุ่น และเปลี่ยนชื่อเป็น “โมโมโฟกุ อันโด”

แต่กิจการของเขาไม่ได้ไปได้ดีอย่างที่หวังไว้ หลังจากปิดกิจการเครื่องนุ่งห่ม เขาก็ใช้เวลาเพื่อเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย และได้ลงมือทำธุรกิจอีกหลายอย่างแต่ไม่ประสบความสำเร็จเลย จนเขาอายุ 37 ปี ได้ถูกฟ้องล้มละลายเนื่องจากคดีหนีภาษี เนื่องจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเค้าเพียงกำลังเตรียมทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียน ซึ่งต้องใช้ฟอร์มเดียวกับฟอร์มจ่ายภาษี ผลครั้งนี้ทำให้เขาถูกจำคุกสองปี แต่รอลงอาญา

ในปี 1948 หลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงคราม ทำให้ประเทศญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาพกึ่งล้มละลาย ประชาชนอดอยากและยากจน ข้าวกลายเป็นสิ่งที่หายาก รัฐบาลเลยรณรงค์ให้คนญี่ปุ่นกินขนมปังที่นำเข้าจากอเมริกาแทน

เขาตั้งคำถามกับตัวเอง “ทำไมขนมปัง” “ทำไมไม่กินก๋วยเตี๋ยว?” “คนญี่ปุ่นชอบกินก๋วยเตี๋ยว” คำถามของเขาถูกส่งไปยังรัฐมนตรีสาธารณสุขของญี่ปุ่นในขณะนั้น คำตอบของรัฐมนตรีคือ “เพราะยังไม่มีบริษัทไหนในญี่ปุ่นสามารถผลิตเส้นบะหมี่ให้มีขนาดมากและถูกพอเพื่อรองรับตลาดญี่ปุ่นได้”

ผลงานของโมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando)

จากคำตอบของ รมต สาธารณสุขญี่ปุ่น ทำให้ในปี 1948 อันโดจึงจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อจัดทำบะหมี่ในจำนวนมากขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “บริษัทนิสชิน ฟู๊ด” อันโดตั้งบริษัททั้งๆที่ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีทุน ไม่มีพนักงาน รู้เพียงแค่ว่า อยากทำบะหมี่ที่ทุกคนกินได้ ราคาไม่แพง มาตรฐานเดียว และทำในจำนวนใหญ่ เค้าคิดถึงการทำสายการผลิตขึ้นมาในขณะนั้น

เวลาเกือบสิบปี ตั้งแต่ปี 1948 ถึง 1957 เขาใช้เวลาในการทำการทดลองเพื่อหาวิธีผลิตบะหมี่ในจำนวนที่มากได้ ทั้งการจัดตั้งร้านขายบะหมี่แบบแฟรนไชส์ หรือการทำเส้นบะหมี่พร้อมกิน

จุดเริ่มต้นของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

วันหนึ่งในขณะที่อันโดจะออกไปข้างนอก ภรรยาจึงทำกับข้าวเผื่อให้ไปกินเป็นอาหารกลางวัน นั่นก็คือ บะหมี่ทอด ขณะที่อันโดกำลังหยิบบะหมี่ขึ้นมากินก็พบว่า บะหมี่ทอดเมื่อโดนน้ำ ก็จะเปื่อยกลายเป็นบะหมี่ธรรมดาเหมือนเดิม อันโดจึงปิ๊งไอเดีย และบอก “นี้แหละ คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และมันจะต้องเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน”

ในปี 1957 อันโดนำเสนอบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของโลก โดยชื่อว่า Nissin Chikin Ramen หรือบะหมี่รสไก่ อันโดนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรานิสชินรสไก่ไปนำเสนอหอการค้าญี่ปุ่น แต่ก็ถูกปรามาสว่ามันขายไม่ได้หรอก เพราะราคาที่ขายคือ 35 เยน แต่ราคาบะหมี่ธรรมดาในตลาดแค่ 10 เยนเท่านั้น แต่อันโดลบคำสบประมาทนั้น เมื่อบะหมี่นิสชินวางขาย และเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดญี่ปุ่น

จุดเริ่มต้นของบะหมี่ถ้วย

ในช่วงปี 1960 หลังจากมีการแข่งขันในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เขาจึงริเริ่มส่งนิชชินไปขายที่อเมริกาภายใต้แบรนด์ “ท็อปราเมง” แต่ปัญหาสำคัญก็คือคือ “คนอเมริกันกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่เป็น” และ “คนอเมริกันไม่ใช้ตะเกียบ” แต่ว่าบะหมี่นิสชินในตลาดอเมริกาพอที่จะขายได้บ้าง เขาจึงบินไปที่อเมริกาเพื่อดูว่าคนอเมริกันกินบะหมี่ของเค้ายังไง แล้วก็ได้พบว่า คนอเมริกันกินบะหมี่โดยแบ่งบะหมี่ออกเป็นสองซีกแล้วใส่ลงไปในแก้วน้ำ จากนั้นจึงใช้ช้อนส้อมตักกิน

เขาจึงคิดว่า มันควรมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่สามารถพกไปไหนก็ได้ จนออกมาเป็นบะหมี่แบบถ้วยขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า “Cup Noodle”

แม้หนทางการพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยจะไม่ได้เป็นเรื่องง่าย แต่ในปี 1970 บะหมี่แบบถ้วยก็ได้ถูกวางจำหน่าย และเพียงปีเดียว Nissin คือผู้นำในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโลก โดยยอดขาย 70% มาจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย และ 30% มาจากแบบซอง

ในปี 2000 ชาวญี่ปุ่นได้โหวตให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือ นวัตกรรมที่ชาวญี่ปุ่นภูมิใจมากที่สุด

  • 1,600,000 ซองถูกส่งไปให้ผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่โกเบปี 1994
  • 1,300,000 ถ้วย มอบให้ชาวรัสเซียเนื่องจากการขาดแคลนอาหารขั้นรุนแรงหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
  • 50,000 ซองถูกส่งให้ช่วงแผ่นดินไหวที่ไต้หวัน
  • 2,500,000 ซองถูกส่งให้ชาวติมอร์ในสงคราม

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงมิใช่เพียง “อาหาร” เท่านั้น แต่มันคือ ทางเลือกเพื่อการอยู่รอดของคนในสังคมเมื่อเกิดวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นเศรฐกิจ สงคราม และภัยธรรมชาติ

อันโดเสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2007 ในวัย 96 ปี ที่โอซาก้า หากคุณต้องการเห็นประวัติศาสตร์และความยิ่งใหญ่ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขอแนะนำให้คุณไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์โมโมฟุกุ อันโด ที่โอซาก้าได้ครับ

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook

แสดงความคิดเห็น

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *