มินิซีรี่ย์ “พาเมียหนี(เที่ยว)ซัปโปโร” ตอนสอง งบ15,000 รวมทุกอย่าง แต่กลับความจริงบางอย่างว่า….

กลับมาต่อกันนะครับ หลังจากที่รู้ว่า แอร์เอเชียยังไม่ยกเลิกเส้นทาง ดอนเมือง-ซัปโปโร ในเดือนพฤษภาคมแล้ว ผมก็นับวันรอเดินทางเลยครับ

ขอย้อนไปเรื่องการไปชมซากุระกันที่ซัปโปโรก่อนนะครับ ก่อนไปประมาณ 2 สัปดาห์ ผมตรวจสอบการพยากรณ์การบานของซากุระที่ซัปโปโรก็สบายใจว่า ช่วงวันที่ไป น่าจะเป็นช่วง Full Bloom อยู่พอดี เรียกว่าทริปนี้น่าจะได้จังหวะเหมาะเหม็งแบบพอดี

แต่ก่อนจะเดินทาง 1 สัปดาห์ อยู่ดี เริ่มมีการรายงานว่า อากาศที่ฮอกไกโดอุ่นเร็วกว่าเดิมประมาณ 1 สัปดาห์ ทำให้การบานของซากุระเร็วขึ้นอีก 1 สัปดาห์ หลายที่เริ่มบานเต็มที่จนถึงขั้นเริ่มร่วงกันแล้ว เรียกว่า อารมณ์เหมือนเห็นท้ายรถขบวนสุดท้ายกำลังลับสายตาหายไปก็มิปานครับ

เศร้าในเรื่องซากุระอยู่พอสมควร แล้วความวุ่นวายก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง (อะไรกันอีกฟ่ะเนี่ย) เมื่อเราเริ่มได้ข่าวว่า สกีรีสอร์ท Teine Sapporo ประกาศเปิดถึงวันสุดท้ายแค่วันที่ 3 พฤษภาคม (ก่อนเราไปถึง 3 วัน) เนื่องจากสภาพอากาศที่อุ่นเร็วขึ้นกว่าเดิม ทำให้หิมะละลายเร็วกว่าเดิม จนไม่สามารถจะเล่นสกีได้ ทางรีสอร์ทขออภัยด้วยนะจ้ะ (แปลมาได้ประมาณนี้ครับ)

หมดกัน!! จะเหลืออะไรให้เที่ยวอีกไหมเนี่ยยยยยยยยยยย

แผนจึงต้องถูกดัดแปลงแก้ไขใหม่อีกครั้ง ผมก็ไล่หาข้อมูลสกีรีสอร์ทที่ยังยืนยันว่าจะเปิดถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 ซึ่งมีสามถึงสี่ที่ แต่ละที่ก็อยู่ไกลจากซัปโปโรพอสมควร จนผมได้ที่ๆ หนึ่งที่ไม่ไกลเกินไป และยังยืนยันว่าเปิดอยู่จนถึงวันที่ผมไปแน่ๆ นั่นคือ คิโรโร่ สกีรีสอร์ท (Kiroro) ครับ โดยผมก็พยายามศึกษาเส้นทางการเดินทางไปให้ได้มากที่สุด เพราะเวลาน้อย เลยอาจจะไปแบบไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่ครับ

ตัดฉับมาที่สนามบินในคืนวันที่ 5 พฤษภาคมเลยแล้วกัน

(มีการเปลี่ยนเครื่องบินนิดหน่อยครับ เดิมหมายเลขไฟล์ทคือ XJ620 เป็น D7620 คาดว่า ทางแอร์เอเชียเอาเครื่องของมาเลเซียมาบินแทน เพื่อป้องกันปัญหามาตราฐานการบินก่อนหน้านี้ครับ ส่วนวันเวลาเดินทางเหมือนเดิมครับ)

วันที่เราบิน ผมเสี่ยงขับรถมาหาที่จอดรถฟรีที่จุดตรงข้ามอาคารผู้โดยสารในประเทศเดิม ซึ่งก็พบว่า มีที่จอดอยู่เยอะพอควร และได้จอดในซอง ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องรถถูกเฉี่ยวชน (เสียแค่เดินกลับไปจุดเช็คอินไกลพอควรครับ)

ตอนเช็คอินก็พบว่า ส่วนมากมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเยอะมาก มีกรุ๊ปทัวร์จากไทยอยู่บ้าง คนไม่เยอะอย่างที่คิดครับ เที่ยวบินของเราจะออกจากสนามบินดอนเมืองตอน 23:10 น. ถึงที่สนามบิน นิวชิโตเสะตอน 07:50 น. (เช้าวันที่ 6 พฤษภาคม) ใช้เวลาบินประมาณ 6-7 ชั่วโมงครับ

เครื่องบินที่ใช้ก็เป็นแบบ A330 ที่นั่งแบบ 3-3-3 ครับ เราก็ได้ที่นั่งที่แล้วแต่แอร์เอเชียจะกรุณา (อิอิ) เนื่องจากเราไม่ซื้อที่นั่ง

ทั้งทริปนี้เราไปกัน 4 คนครับ ตอนแรกจะแบกเป้คนละ 7 กิโลขึ้นไป แต่คิดว่า มีของบางอย่าง(?) ที่ถือขึ้นเครื่องไม่ได้ และเผื่อซื้อของฝากกลับ เราสี่คนเลยซื้อน้ำหนักกระเป๋ารวม 20 กิโล (ไปกลับ) ราคา 1,400 บาท ตกคนละ 350 บาทครับสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้

หลังจากหลับบ้างไม่หลับบ้าง 07:20 น. เครื่องเราก็แตะพื้นสนามบิน นิวชิโตเสะ แล้วครับ (เร็วกว่ากำหนด 30 นาที สงสัยกัปตันจะคิดถึงเมีย เลยรีบมารีบกลับ 555)

อากาศที่สนามบินเย็นดีครับ อุณหภูมิประมาณ 10 องศาครับ

***************************

เริ่มเดินทาง….

เราสี่คนเดินตามชาวบ้านกันไปเรื่อยๆ แวะห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทำธุระส่วนตัว ก่อนจะค่อยๆ ผ่านส่วนของตรวจคนเข้าเมือง,รับกระเป๋าแล้วเดินออกมา

จุดท่องเที่ยวแรกของเราก็คือ พิพิธภัณฑ์โดราเอม่อนครับ ซึ่งอยู่ชั้น 3 (ตอนเรารับกระเป๋าแล้ว เราจะอยู่ชั้น 2 ครับ ต้องเดินขึ้นบันไดเลื่อนไปอีกชั้นหนึ่ง) เราจะแวะที่นี่เลยเพราะวันกลับ เราคงไม่มีเวลาแวะกันครับ

ซึ่งเป็นไปตามคาดก็คือ ยังไม่เปิดครับ 555 เลยได้แต่เดินถ่ายด้านหน้าไปครับ

แวะดูร้านช็อกโกแลตชื่อดัง Royce ซึ่งจุดนี้มีจำหน่ายช็อกโกแลตนามะ ไซส์พิเศษ เล็กน่ารัก ที่จุดนี้จุดเดียวครับ ที่อื่นขายไซส์ปกติครับ

เดินมาเรื่อยๆ ตอนแปดโมงเช้ากว่า ก็พบว่า ที่นี่มีร้านค้าในสนามบินที่น่าเดินเอามากๆ เลยครับ หากไม่ต้องรีบเดินทางไปไหน ที่สนามบินมีที่ให้ชิวๆ เยอะแยะไปหมดเลยครับ

แต่เนื่องจากเรามีภารกิจในการไปสกีรีสอร์ท ดังนั้นเราจึงรีบนั่งรถไฟสาย JR จากสนามบิน นิวชิโตเสะ ไปยังสถานีซัปโปโรครับ โดยค่าโดยสารจะอยู่ที่ 1,070 เยนต่อเที่ยวครับ

นั่งรถไฟไปประมาณ 40-50 นาที เราก็ถึงสถานีซัปโปโร ที่นี่เป็นสถานีใหญ่ ต้องทำความเข้าใจอยู่พักหนึ่ง มีฝั่งเหนือ ฝั่งใต้ ฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันตก ในบริเวณสถานีก็มีห้างขนาดใหญ่ประมาณ 4-5 ห้าง แต่เดินก็ไม่น่าหลงครับ

เนื่องจากเรามีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 1 ใบ กระเป๋าล้อลากใบเล็ก 1 ใบ เราเลยตัดสินใจกันว่า จะเอากระเป๋าสองใบนี้ไปฝากที่โรงแรมก่อน แล้วค่อยกลับมาที่สถานี

เมืองซัปโปโรเป็นเมืองที่มีการวางผังเมืองดีมากๆ เลยครับ แต่ละบล็อกจะเป็นสี่เหลี่ยม เรียกว่า โอกาสหลงยากกว่าเมืองอื่นๆ เลยครับ (แต่ก็แอบงงกันได้อยู่เหมือนกัน) โดยที่พักของเราจะเป็นที่ Nest Hotel Sapporo Ekimae ครับ ซึ่งจะอยู่แถวๆ หอนาฬิกา (Clock Tower) สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของซัปโปโรครับ

เราเดินออกจากสถานีซัปโปโรจากทางออกด้าน South Exit เดินลงมาเรื่อยๆ ประมาณบล็อกที่ 3 จุดสังเกตเมื่อเราใกล้จะถึงโรงแรมก็คือ เมื่อมองไปทางขวา จะต้องเห็นตึกแดงหรืออาคารที่ทำการเก่าอยู่ทางขวามือครับ ก่อนจะเข้าซอยโรงแรม จะสังเกตเห็นโรงแรม APA Hotel อยู่หน้าซอยครับ

พอมาถึงโรงแรมเราก็ทำการฝากกระเป๋า เพื่อจะมาเช็คอินตอนเย็นกันครับ เสร็จแล้วเราก็เดินกลับไปที่สถานีซัปโปโร (ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที) เราก็ซื้อตั๋วเพื่อจะไปลงที่สถานี Otaru-Chikko เพื่อรอขึ้นรถบัสฟรีจากรีสอร์ท ที่จะมีรอบ 10:00 12:00 14:05 ครับ

ตั๋วรถไฟสาย JR Hakodate Line จากสถานีซัปโปโร ไปลงที่ Otaru-Chikko (ผมแอบเรียกสถานีนี้ว่า โอตารุ-จิ๊กโก๋ ) เดินออกมาทางใต้ของสถานี จะมีจุดรอรถบัสฟรี

11:30 น. เราก็มานั่งรถบัสฟรีที่สถานีโอตารุจิ๊กโก๋ ซึ่งคนในทีมก็จะคอยให้กำลังใจอยู่เสมอว่า “เรามาถูกแล้วใช่ไหม” “จะมีรถฟรีมาจริงๆ ใช่ไหม” “ถ้ารถฟรีไม่มาจะทำอย่างไร” (ช่วยผมได้เยอะเลย)

12:00 น. ความหวังก็เป็นจริง เมื่อเห็นรถบัสคันหนึ่งที่ท้ายรถติดสติ๊กเกอร์ว่า KIRORO กำลังจะกลับรถเข้ามาจอดที่ท่าสถานี พอรถจอด ก็มีนักท่องเที่ยวลงมากันประมาณ 6-7 คน ส่วนนักท่องเที่ยวที่ไปพร้อมกับเราก็มีอีก3-4 คน รถทั้งคันจึงมีคนแค่ไม่ถึง10 คน (อารมณ์เหมือนเหมารถกันเลยทีเดียว)

ที่สำคัญ ย้ำว่า ฟรี นะครับ

40 นาทีผ่านไป เราก็มาถึงคิโรโร่ สกีรีสอร์ท โดยจุดแรกที่รถจอดจะเป็นส่วนของPiano Hotel ครับ เราไม่ต้องลง นั่งไปอีกไม่ถึง 5 นาที เราก็จะมาถึงส่วนของ Mountain Centre ที่เป็นจุดเล่นสกีครับ

ว้าว ลานสกีที่หวังเอาไว้ว่า จะได้มาเยือนก็ได้มาสมใจนึกแล้ว

แต่… แล้วเราจะทำไงต่อไปดีฟ่ะ ตอนแรกว่าจะมาหัดเล่นสกี แต่เนื่องจากมาถึงเกือบบ่าย สี่ห้าโมงเย็นเขาก็จะปิดแล้ว กับพื้นฐานการเล่นสกีที่เป็น 0 ของเราทุกคน จะเช่าชุด อุปกรณ์ต่างๆ มันจะคุ้มและทันเวลากันไหม เราสี่คนเลยสุมหัวกันว่าจะเอาไงดี

ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ปิ๊งงงงง

เราได้ข้อสรุปว่า น่าจะเล่นไม่คุ้มแน่ แต่มาถึงแล้วก็อยากสัมผัสหิมะสักหน่อย เลยตัดสินใจไปเช่ารองเท้าบู้ทคนละ 500 เยนกันครับ อิอิ

เราสี่คนก็เลยสวมรองเท้าบู้ทเดินลุยหิมะไป ดูบรรยากาศ ดูคนญี่ปุ่นเขามาเล่นสกีกัน ซึ่งพอได้มาเดินในลานสกีแล้วก็พบว่า หิมะนั้นเริ่มละลายแล้ว (อารมณ์เหมือนน้ำแข็งไสที่ทิ้งไว้สักครู่แล้วมีน้ำละลายครับ) ซึ่งถ้าเราเล่น สงสัยจะเปียกแฉะแน่นอน (เพราะท่าทางจะล้มบ่อย)

หลังจากเดินเล่น ถ่ายรูปกันจนเป็นที่พอใจแล้ว เราก็อยู่กันถึงประมาณบ่ายสาม แล้วก็เตรียมตัวจะกลับกัน

ทีนี้ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นมาเฉพาะหน้าก็คือ พอหลังบ่ายสาม ที่ลานสกีเริ่มเงียบ คนเริ่มทยอยกลับ เราก็นั่งรถบัสฟรีมาลงที่ส่วนของ Piano Hotel ก็พบว่า เงียบหนักกว่าที่สกีรีสอร์ทซะอีก เหมือนว่า ทั้งโรงแรมมีแค่พวกเรา ก็เจ้าหน้าที่ต้อนรับหน้าฟร้อนท์เท่านั้นเอง เดาเอาว่า พอหมดหน้าสกี ก็คงไม่มีใครพักที่โรงแรมกันแล้ว รถฟรีที่เราจะหวังกลับไปที่ โอตารุจิ๊กโก๋ ก็มาอีกทีตอน18:25 น.

เราเริ่มมองหน้ากัน เอาไงดีฟ่ะ ร้านคงร้านค้าก็ไม่มีสักร้าน ปิดหมด (เพราะตอนแรกดูในเว็บไซต์ยังเข้าใจว่า มีส่วนร้านค้า ร้านอาหาร จุดพักผ่อนหย่อนใจในส่วนของ Piano Hotel ก็เลยคิดว่า จะมานั่งเล่นแถวนี้

พอสถานการณ์จริงนี่เหมือนโรงแรมร้างยังไงยังงั้นเลยครับ

ผมเลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ต้อนรับว่า ยังมีรถบัสกลับออกไปอีกไหม ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ใจดีให้ตารางรถมา ซึ่งจะมีอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ นั่งรถบัสกลับไปที่สถานีซัปโปโรเลย รถจะมาตอน 16:30 น. ถึงสถานีซัปโปโรประมาณก่อนหกโมงเย็น ค่ารถคนละ1,540 เยน เราก็เลยตกลงว่า เลือกทางนี้ดีกว่า เพราะจะนั่งรอรถฟรีอีกสองชั่วโมงไม่น่าจะเวิร์ค เพราะที่นี่มันเงียบมากจริงๆ

หกโมงเย็น เราก็มาถึงสถานีซัปโปโรโดยสวัสดิภาพ(เหรอ) ทำให้ผมคิดได้ว่า ต่อไปจะวางแผนไปไหน ต้องหาแผนที่มันมีทางเลือกที่หลากหลายสักหน่อย คิดไม่ออกเลยว่า ถ้าเราตกรถ ออกมาจากสกีรีสอร์ทไม่ได้ จะทำยังไง

พอมาถึงซัปโปโร เราก็เริ่มเดินเล่น โดยเป้าหมายแรกเราไปที่ ตลาดคนเดิน ทานุกิโจ แถวซูซูกิโนะ โดยจุดแรกที่เราพุ่งไปก็คือ ร้านดองกี้ครับ

หลังจากนั้นเราก็ไปหาอะไรทานกันแถวๆ นั้น ได้อาหารชุดราคา700-800 เยนแบบเติมข้าวได้ไม่อั้น เรียกว่า ซัดกันจนพุงกางเลยทีเดียวครับ

ส่วนบุฟเฟ่ต์ปู Nanda เราตั้งใจจะไปเย็นพรุ่งนี้ครับ

กินเสร็จ เดินย่อยมาเรื่อยๆ เราก็กลับมาถึงที่พัก อาบน้ำ อาบท่า สลบเหมือดกันตามระเบียบ เนื่องจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาตั้งแต่เมื่อคืนวานครับ

**************************

 

 

ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook

แสดงความคิดเห็น

Be the first to comment

Leave a comment

Your email address will not be published.


*